TeukHyuk แม่ลูกคู่พิฆาต

posted on 22 Nov 2009 16:56 by heelumos  in SuperJunior

 

เด็กหญิงฮยอกแจ กำลังขอแม่ซื้อขนม

จี้: หม่ามี๊ เค้าหิว
แม่ทึก: ไม่ได้ลูก แม่ต้องเก็บตังค์ไปซื้อเหล้าให้พ่อเค้า

ผ่างงงง

ปล.พี่หมีเค้าขอโทษ รักพี่หมียิ่งกว่าชีวิต(ใครดีล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ)

---------------------------------------------

ไม่มีมาก แค่คิดว่า น่ารักดี เลยเอามาลงเล่นๆ
คำพูดคิดเอง สถานการณ์คิดเอง จะเอาไปให้บอกทีมาหน่อยก็ดีนะคะ
ฮยอกจี้หน้าอ้อนได้อีกอ่ะ พี่ทึกสวยเนอะ
เฮ่อออ คิดถึงพี่หมีจังเล้ยยย มาคอนไม่ได้หรอพี่ชาย

ปล.ข้อความข้างบนเป็นเพียงแค่ล้อเล่นนะคะ
แฟนคลับพี่หมีอย่าได้เข้ามาเม้นโจมตี เพราะเราก็รักพี่หมีเช่นกัน
แค่ขำๆ ไม่อยากให้เครียดกัน

edit @ 23 Nov 2009 00:13:43 by heelumos

[CF] 12 Plus Pocket Moisture Cologne [1280x768]

posted on 21 Nov 2009 17:30 by heelumos  in Download

[CF] 12 Plus Pocket Moisture Cologne [1280x768][13MKH]

 

One2car  ::  >>Download<<

Mediafire  ::  >>Download<<

 

Recorded By : godjimom @ http://www.13monkeyshouse.com (13MKH)
Upload By: Heelumos
อนุญาตให้ฮอตลิงค์ได้ แต่กรุณานำออกไปพร้อมเครดิททั้งหมด

edit @ 21 Nov 2009 17:31:16 by heelumos

[SF] double room ห้องเตียงคู่ [WonHyuk]

posted on 20 Nov 2009 19:00 by heelumos  in Fiction

Title : [SF] double room ห้องเตียงคู่ [WonHyuk]
Author : Heelumos


*************************************************************


ความรู้สึกรับรู้เข้ามาแทนที่ทั้งที่ยังมีอาการมึนงงอยู่ กลิ่นยา เสียงพุดคุยแม้จะบางเบาแต่ก็ทำให้หลับตาลงอีกไม่ได้ ทั้งๆ ที่ร่างกายยังเรียกร้องที่จะหลับต่อ เปลือกตาบางพยายามจะเปิดขึ้นทั้งที่มันหนักเหลือเกิน แต่สุดท้ายก็ร่างบอบบางก็สามารถลืมตาขึ้นได้ ตาเรียวกระพริบเล็กน้อยเพื่อปรับโฟกัสสายตาให้ชัดขึ้นแล้วค่อยๆ กวาดมอง

ห้อง ขนาดใหญ่ที่ดูท่าว่าจะน่าอยู่สบาย ถ้าสายตาไม่หันไปเจอกับขวดน้ำเกลือที่มีสายต่อลงมายังแขนเรียวขาวของตนเองซะ ก่อนทำให้ร่างบางรับรู้ได้ว่า ตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาล

“ฮยอก แจ!! แม่คะฮยอกแจฟื้นแล้วค่ะ แม่!!” เสียงหญิงสาวคนนึงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าร่างบางบนเตียงลืมตา พลางทำท่าจะขยับลุกขึ้น แต่แล้วก็ต้องทรุดลงไปที่หมอน นิ่วหน้าเพราะอาการเจ็บและปวดระบมตามตัวทำให้ขยับตัวได้ยากนัก

“น้อง ตื่นแล้วหรอโซรา ไหน โอ้ฮยอกแจ ตื่นซะทีนะ ลูกหลับไปตั้งวันนึงเต็มๆ แม่ละใจหายหมดเลย” หญิงวัยกลางคนที่ลุกขึ้นมาจากโซฟาที่ปลายเตียงกล่าวขึ้น พลางลูบแก้มใสของคนไข้บนเตียงเบาๆ แสดงถึงความรักใคร่

“แม่ครับ พี่สาว ผมไม่เป็นไรหรอกน่า ฮยอกแจ อึดจะตาย ฮ่าๆๆๆ โอ้ยยย” ฮยอกแจที่พอจะตั้งสติได้ว่าอะไรเป็นอะไร รีบพูดขึ้นมาพลางยิ้มร่า แต่ด้วยความลืมตัวทำให้ความเจ็บแล่นขึ้นมาเมื่อฤทธิ์ยาเริ่มหมด

“นั่น ไง ทำดีๆ สิลูก เด็กคนนี้นี่จริงๆ เล้ยย ถ้าไม่เห็นว่าเจ็บนะ จะจับมาตีให้เข็ดเชียว” คนเป็นแม่ว่าให้ ทั้งที่ใบหน้ายิ้มกว้าง เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่ได้เป็นอะไรมากอย่างที่คุณหมอบอก

“แหม คุณผู้หญิงจะตีคนป่วยได้ลงคอหรอ พี่โซราดูสิ อิอิอิ ฮ่าๆ” ร่างเล็กแกล้งทำหน้ายู่ปากยื่นหันไปอ้อนพี่สาวตนเองแทน

เมื่อ สองวันก่อน ฮยอกแจต้องไปออกงานที่ต่างจังหวัด ความที่งานเสร็จเร็วกว่าที่คิด ทำให้ทีมงานไม่จำเป็นต้องค้างคืนอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ฮยอกแจจึงขับรถกลับบ้านทันที แต่ถึงจะเสร็จเร็วอย่างไร เวลาก็ล่วงเลยเข้าวันใหม่มาได้ชั่วโมงเศษแล้ว

เพราะว่าเป็นช่วง กลางดึกทำให้มีรถน้อย ฮยอกแจที่อยากกลับบ้านให้เร็วขึ้นอีกจึงเพิ่มความเร็วของรถให้สูงขึ้น จนมาถึงเขตชานเมืองกำลังจะเข้าสู่เขตโซล ในช่วงทางโค้งนั้นก็มีรถมอเตอร์ไซด์ออกมาตัดหน้า ร่างเล็กตกใจจึงหักหลบพร้อมกับเหยียบเบรกอย่างแรง แต่ด้วยความเร็วของรถที่มากเกินไปสำหรับการเบรกกะทันหันทำให้ตัวรถหมุน คว้างอยู่กลางถนนจนไปกระแทกกับขอบถนนด้านข้างอย่างแรง โชคดีที่ร่างบางคาดเข็มขัดนิรภัย อีกทั้งถุงลมนิรภัยก็ทำงานขึ้นได้อย่างทันท่วงที ที่สำคัญด้านที่กระแทกขอบถนนยังเป็นฝั่งที่นั่งผู้โดยสารข้างๆ อีกด้วย ร่างบางถึงมีเพียงอาการฟกช้ำเนื่องจากแรงกระแทกจากถุงลมและเข็มขัดนิรภัย เท่านั้น

แต่ฮยอกแจก็ถึงกับหมดสติไปในทันที อาจจะด้วยความตกใจและการอ่อนเพลียของร่างกาย ทำให้กว่าจะฟื้นขึ้นมาก็เล่นเอาครอบครัวเป็นห่วงกันไปเป็นแถว

“ฮ่าๆ..” เสียงหัวเราะของร่างเล็กหายไปเมื่อสายตาพลันไปเห็นร่างของใครอีกคนที่นอนหัน หลังให้เขาอยู่ข้างๆ เลยหันไปเอ่ยถาม “นี่ผมไม่ได้อยู่ห้องเดี่ยวหรอครับ”

“พอ ดีว่าห้องมันเต็มหมดเลย แล้วนายก็นอนที่นี่แค่อาทิตย์เดียวก็กลับบ้านได้แล้ว แม่กับพี่ก็เลยเห็นว่าห้องคู่ก็โอเคอ่ะ” พี่สาวตอบ ฮยอกแจก็พยักหน้างึกงักรับรู้ เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แค่สงสัยเฉยๆ

“เออ งั้นพี่กลับก่อนแล้วกันนะ พอดีพรุ่งนี้มีประชุมอ่ะ มัวแต่เฝ้านายยังไม่ได้เตรียมการประชุมเลย เจ้าตัวยุ่ง หนูกลับก่อนนะคะแม่” พูดไปพลางขยี้หัวน้องชายไปอย่างเอ็นดู ท้ายประโยคเอ่ยลาผู้เป็นแม่แล้วรีบออกไป

“แม่ก็ต้องกลับแล้ว พอดีว่าแม่ต้องไปเตรียมงานให้คุณพ่อเขา อยู่ได้ใช่มั้ย อยู่ห้องคู่คงไม่เหงานะลูก อยู่ได้รึเปล่า” คุณนายลีเอ่ยด้วยแววตาเศร้า นางห่วงลูกชายมากไม่อยากทิ้งไว้คนเดียว แต่งานก็สำคัญเช่นกัน

“ได้ ครับคุณผู้หญิง ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวผมไม่มีกินจะว่าไงล่ะ คิคิ” ร่างเล็กยังไม่วายแซวผู้เป็นแม่ เขารู้ว่าท่านห่วงเขาแค่ไหน จึงไม่อยากทำให้ท่านไม่สบายใจ

“เดี๋ยวเถอะเด็กคนนี้นี่ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่โซราน่าจะมานอนเป็นเพื่อนได้นะลูก แม่ไปก่อนนะ” นางว่าก่อนที่จะลูบศีรษะลูกชายอยู่เป็นนาน สั่งโน่นพูดนี่อยู่ต่ออีกเกือบครึ่งชั่วโมง จนฮยอกแจต้องไล่อีกสองรอบถึงไปยอมออกไป

เมื่อครอบครัวออกไปหมดแล้ว ฮยอกแจจึงมองสำรวจห้องนี้อีกรอบ แต่แล้วสายตาก็ไปหยุดที่เตียงข้างๆ เมื่อร่างสูงของเพื่อนร่วมห้องหันหน้ามาทางเขาแล้วมองเขาอยู่ มิน่าล่ะ รู้สึกเหมือนมีใครมอง

“สวัสดีครับ เอ่อ..ผมอีฮยอกแจครับ” เอ่ยทักออกไปตามมารยาทด้วยรอยยิ้มจริงใจ เป็นผลให้ร่างสูงของคนข้างๆ สะดุ้งนิดๆ ก่อนที่จะขยับตัวหันหลังให้แล้วนอนนิ่ง

อิตานี่ มารยาทแย่มาก คุยด้วยก็ไม่คุย เดี๋ยวแช่งให้เป็นใบ้ซะนี่
.
.
.

หลัง จากที่นอนพลิกไปพลิกมาอยู่หลายตลบจนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ฮยอกแจก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในตอนเย็น ร่างเล็กค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง มองเห็นถาดอาหารอยู่ข้างๆ จึงเอื้อมไปเลื่อนมาใกล้ตัว สายตาก็พลันไปเห็นเพื่อนร่วมห้องกำลังทานข้าวอยู่ก่อนแล้ว ไม่คิดจะปลุกกันขึ้นมากินเลยรึไงนะ

หลังจากที่ต่างคนต่างทานอาหาร เย็นกันด้วยความเงียบอยู่สักพัก พยาบาลก็เข้ามาเก็บสำรับอาหารพร้อมกับถามไถ่อาการของฮยอกแจ เมื่อพยาบาลออกไปแล้ว ทั้งห้องก็เข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ฮยอกแจที่เป็นคนช่างพูดช่างคุย มีเพื่อนมากเกิดอาการอึดอัดขึ้นมา ร่างเล็กจึงเลือกที่จะชวนคุยอีกครั้ง

“เอ่อ สวัสดีครับ ผมชื่ออีฮยอกแจ คุณชื่ออะไรหรอครับ” ถามออกไปพลางฉีกยิ้มเต็มที่

ร่าง สูงของเพื่อนร่วมห้องถอนหายใจออกมา พลางล้มตัวลงนอนอีกครั้งแถมยังไม่วายหันหลังให้เขาอีกต่างหาก หืมมม ใช้ท่าเดิมเหมือนเมื่อกลางวันเลยนะ

“นี่คุณ หูตึงรึไง ไม่มีมารยาทหรอ ผมถามก็ตอบสิ เป็นใบ้รึไง” ร่างเล็กที่ตอนนี้ลงจากเตียงมายืนเท้าเอวบางไว้ด้วยความโมโห ลืมไปแล้วมั้งว่าตนเองบาดเจ็บอยู่

“แล้วคุณไม่มีมารยาทรึไง รู้ว่าผมจะนอนยังจะรบกวนอีก” เสียงทุ้มที่นอนหันหลังอยู่ ตอบกลับมาอย่างเย็นชา

“นี่นาย...”

ก๊อกๆๆ

ร่างเล็กที่โมโหเดือดเต็มที่ยังไม่ทันได้สวนกลับ ก็มีเสียงระฆังมาห้ามยกซะก่อน ทำให้ต้องเดินไปเปิดประตูห้อง ไหนๆ ก็ลงมายืนแล้วนี่นา

“สวัสดี ครับ อ้าววว!! พวกนาย” ทักทายตามมารยาทเพราะอาจจะเป็นญาติของคนที่กวนประสาทอยู่ข้างในก็เป็นได้ แต่ก็ต้องร้องออกมาเสียงดังพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นว่าบรรดาเพื่อนๆ ที่ทำงานและเรียนมาด้วยกันของตนเอง

“ไงคนป่วย เดินปร๋อเลยนะ กลับบ้านได้แล้วสิพวกเรา” เสียงของฮีชอลทักขึ้น

“โหยยย พี่ฮีชอลอ่าเป็นห่วงกันมั่งสิ เข้ามาก่อนๆ” ร่างเล็กทำหน้าเง้าเมื่อโดนฮีชอลแซว แต่มือก็ไม่วายโบกให้เพื่อนๆ เข้ามาในห้อง

“เอ่อ พวกเรามาเยอะขนาดนี้ กวนเขาเปล่าอ่ะ” ซองมินเอ่ยพลางพยักพเยิดไปทางร่างสูงที่นอนหันหลังอยู่

“ไม่หรอก” ฮยอกแจตอบพลางทำท่าไม่สนใจคนข้างๆ เตียง

“ความ จริง พี่อีทึกกับพี่คังอินจะมาด้วยนะ แต่ว่าไปดูงานที่นายไปคุมโปรเจ็คใหม่ของนายแทน ก็เลยไม่ได้มา เดี๋ยวชั้นไปปลอกผลไม้ให้นะ” ทงเฮเอ่ยบอกพร้อมกับหิ้วตะกร้าผลไม้เข้าไปในห้องน้ำ โดยมีซองมินวิ่งตามเข้าไปช่วย

“เพราะผมคนเดียว ต้องลำบากพี่อีทึกกับพี่คังอินเลย” เสียงเล็กสลดลงเหมือนสีหน้า เมื่อคิดถึงงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบต้องเสียหายจากความประมาทของตนเอง

“ใช่ รู้ว่าทำผิดก็รีบหายไวๆ รู้มั้ย เจ้าตัวปัญหา..” เสียงแหลมของฮีชอลลากยาวพร้อมกับมือเรียวสวยที่ยกขึ้นบีบจมูกรุ่นน้องอย่าง หมั่นเขี้ยว

“อ๊าๆๆ พี่ฮีชอลอ่ะ มันเจ็บนะ คยูฮยอน คิบอมช่วยด้วยยย พี่ฮีชอลแกล้งคนป่วยอ่ะ” ฮยอกแจเอ่ยกับเพื่อนอีกสองคนที่นั่งหัวเราะ มองการกระทำของของฮีชอลเป็นเรื่องสนุก

“ใครจะกล้า” / “ไม่เอาอ่ะ” คำปฏิเสธของคนรักเพื่อนทำให้ฮยอกแจเบ้หน้า ให้มันได้อย่างนี้สิเพื่อนตายสุดๆ เลย

ร่าง สูงของเตียงข้างๆ ขยับตัวพลางหันกลับมา ทำให้กลุ่มของฮยอกแจขยับตัวไปยืนรวมกัน ด้วยกลัวว่าที่ทำไปเมื่อกี้จะเป็นการรบกวนอีกคนที่ร่วมห้องพักนี่หรือไม่ เป็นจังหวะที่ทงเฮและซองมินปลอกผลไม้เสร็จพอดี

“อ้าวคุณ ตื่นแล้วหรอครับ พวกเราเป็นเพื่อนของฮยอกแจ ขอโทษที่เสียงดังไปหน่อย” เจ้าแม่ของกลุ่มรีบออกโรงบอกทันที รู้หรอกว่าไอ้เจ้าพวกนี้พึ่งไม่เคยได้ ร่างสูงเพียงยิ้มรับบางๆ

“นี่ครับ สดๆ เลยนะ ซื้อที่ไร่เลย” ซองมินแบ่งผลไม้ที่ปลอกแล้วบางส่วนใส่อีกจานแล้วมาวางที่เตียงของร่างสูง

“ขอบ คุณครับ เอ่อ ผมชื่อเชวซีวอนครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน” ร่างสูงเอ่ยตอบเมื่อเห็นน้ำใจของเพื่อนฮยอกแจ ไม่รู้จักกันยังมีน้ำใจกับเขาถึงขนาดนี้

“ตะกละ” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทุกคนทำหน้าตกใจ

“นี่ เจ้าลิง ทำไมเสียมารยาทอย่างนี้ล่ะ ชั้นจะบอกพี่โซราว่าไม่ต้องมาเฝ้านายเป็นการทำโทษ” ทงเฮหันไปต่อว่าเพื่อนเมื่อได้ยินคำพูดไร้มารยาทนั่น

“อ๊า อย่านะ ทงเฮเพื่อนเลิฟ ถ้าพี่โซราไม่มา นายนั่นแหละต้องมานอนเป็นเพื่อนชั้น” ฮยอกแจรีบอ้อนเพื่อน

“เรื่อง? ชั้นนอนกอดคิบอมสบายกว่าเป็นไหนๆ” ทงเฮว่าจบก็วิ่งไปกอดแขนคนรักที่ยืนอมยิ้มด้วยความเอ็นดู

“ซองมินนี่จ๋า” เมื่ออ้อนทงเฮไม่สำเร็จ เป้าหมายต่อไปน่าจะใจอ่อนกว่า

“คยูจ๋า วันนี้ละครเรื่องโปรดของนายถึงไหนแล้วน้า” ซองมินรีบเดินไปหาคนรักด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้

“ทิ้งกันเลยนะ พวกเนี่ย” ฮยอกแจเห็นว่าหมดที่พึ่งแล้วก็หน้าเง้า พี่ฮีชอลน่ะหรอลืมไปได้เลย

“แก่ จะแย่แล้วยังทำตัวปัญญาอ่อนอยู่ได้ อยู่คนเดียวไม่ได้รึไง คุณซีวอนก็อยู่ด้วย กวนหน่อยนะครับ เจ้านี่มันกลัวผีขึ้นสมองน่ะ” ฮีชอลแหวออกมา ก่อนจะหันไปบอกคนเตียงข้างๆ ซึ่งซีวอนก็ยิ้มรับบางๆ เช่นเคย

“เปล่าน้า ไม่ได้กลัวซะหน่อย” ร่างเล็กเถียงกลับไม่เต็มเสียงนัก

“เอ้า ๆๆ ไม่กลัวก็ไม่กลัว แต่ว่าพวกฉันต้องกลับแล้วล่ะ เดี๋ยวดึก” ฮีชอลตัดบทเมื่อน้องชายที่น่าแกล้งที่สุดในบริษัทเริ่มงอน ก่อนที่จะต้อนคณะทัวร์สุดรั่วออกจากห้องได้เล่นเอาเหนื่อย เมื่อทุกคนกลับไปหมด ห้องก็เงียบสนิทอีกครั้ง

“แหม พอเห็นพี่ฮีชอลสวยเข้าหน่อย รีบคุยเลยนะ เสียใจด้วยพี่เขามีมาจีบเยอะแยะเลย นายสู้ไม่ได้หรอก” ฮยอกแจแขวะซีวอนทันทีพร้อมรอยยิ้มสะใจ

“ใช่ ชั้นคุยแต่กับคนสวยๆ รู้ตัวก็ดีแล้วว่าทำไมชั้นถึงไม่คุยด้วย” ซีวอนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับหันหลังให้อีกครั้ง

“ไอ้บ้านี่!!!” ร่างบางรีบเดินไปเอาเรื่องร่างสูงถึงเตียงทันที

ด้วย ความโมโหทำให้ไม่ทันระวัง ฮยอกแจเหยียบขากางเกงตัวเองทำให้ก้าวสะดุด ร่างบางเสียหลักล้มลง แต่โชคดีที่ถึงเตียงของคู่กรณีพอดี ทำให้หัวไม่ได้ฟาดพื้น แต่ฟาดไปที่อกแกร่งๆ ของคนที่นอนอยู่แทน ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมาก็เจอเข้ากับสายตาคมของคนที่รองรับตนเองอยู่ หน้าขาวใสพลันซับสีเลือดอย่างช่วยไม่ได้ ให้ตายสิ เพิ่งเห็นหน้าตานี่ใกล้ๆ ทำไมหล่ออย่างนี้เนี่ย

ร่างสูงที่ทำทองไม่รู้ร้อนอยู่ ตกใจกางแขนรับร่างบางๆ ที่ร่วงลงมาบนอกเขาอย่างแรง ก้มหน้าลงมองโดยอัตโนมัติทำให้ต้องชะงักค้าง เมื่อคนที่ตนเองสบประมาทว่าไม่สวย แท้จริงถ้าได้ลองมองใกล้ๆ แล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าใจเต้นแรงแปลกๆ กับใบหน้าขาวเนียนใส ที่ตอนนี้ระเรื่ออมชมพูจากความเขิน จริงๆแล้วนายก็น่ารักไม่เบาเหมือนกันนะ

เมื่อ ตั้งสติได้ฮยอกแจก็รีบลุกขึ้นยืนทันที ก้มหน้าตาที่แดงก่ำแล้วรีบเดินกลับไปยังเตียงของตนเองทันที ไอ้ที่จะหาเรื่องคนข้างๆ นี่เลิกไปได้เลย แค่หน้าก็ยังไม่มีแรงจะมอง ส่วนซีวอนก็ได้แต่มองร่างเล็กเดินจากไปอย่างนึกเสียดาย ยิ่งเห็นร่างนั้นคลุมโปงซะมิดแถมยังหันหลังให้เขาอีก

ตอนเย็นวันที่ สองฮยอกแจได้รับข่าวร้าย เมื่อพี่สาวคนดีไม่สามารถมานอนเป็นเพื่อนเขาได้ เนื่องจากวันพรุ่งนี้ อีโซราต้องเดินทางไปดูงานต่างประเทศกะทันหัน ทำให้ต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ และเมื่อโทรไปอ้อนคุณแม่ที่รักก็ได้คำตอบกลับมาว่า ตอนนี้ยุ่งเรื่องที่ทางที่ดูอยู่กับคุณพ่อที่ต่างจังหวัด เฮ่อ ชีวิตของอีฮยอกแจถูกทิ้งอยู่คนเดียว

เมื่อคิดถึงเพื่อนๆ ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะเพื่อนๆ ต่างติดงานกันหมด โฮๆๆ มีครั้งไหนในชีวิตจะน่าเศร้าเท่าครั้งนี้อีกมั้ยเนี่ย นึกน้อยใจในโชคชะตาอยู่ ก็มีเสียงขัดจังหวะอารมณ์เศร้าของเขาดังขึ้นมา เสียงนี้ เพิ่งได้ยินว่าตั้งใจเอ่ยกับเขาเป็นครั้งแรก

“ปวดอึรึไง นั่งหน้าตูมอยู่ได้ ห้องน้ำอยู่ทางซ้าย เชิญ” ไร้ซึ่งความประทับใจสิ้นดี นอนเป็นใบ้ต่อไปก็ไม่มีใครว่านะ

“ยุ่ง!” ฮยอกแจหันไปแหวคนข้างๆ ทันที ก่อนที่จะเงียบเมื่อคนที่เริ่มพูดก่อนเป็นครั้งแรก พลิกตัวหันหลังให้เขาอีกแล้ว เป็นรอบที่เท่าไรก็สุดจะนับได้

ฮยอกแจ นั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก็ค่อยๆ ลงจากเตียงเดินไปหาร่างสูง ยืนอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ก็อย่างนั้นเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ตัวว่าร่างเล็กมายืนอยู่ข้างเตียง แต่ซีวอนเองก็ไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกไป ในเมื่อเหตุการณ์เมื่อวานยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำ

สุดท้ายฮยอกแจก็ เลือกที่จะเดินกลับมาที่เตียงของตนเอง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเจ้าของเตียงเอ่ยทักซะก่อน “อุตส่าห์เดินมาหายใจไกลถึงนี่เลยหรอ”

“ปะ...ป่าว เออ...คือ...เอ่อ” ร่างเล็กเอ่ยตะกุกตะกักไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง

“อะไร”

“ป่ะ...ป่าว ไม่มีอะไร” กล่าวจบก็สาวเท้ากลับไปที่เตียงของตนทันที

ซี วอนลุกขึ้นมานั่งจ้องร่างบางที่ทำตัวมีพิรุธอย่างสงสัย ฮยอกแจเองก็เสมองไปทางอื่น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ดูโน่นมองนี่อยู่สักพักก็ต้องยอมแพ้ เพราะว่าสายตาพิฆาตจากเตียงตรงข้ามยังถูกส่งมาไม่เลิก

“นายจะจ้องหาอะไรเล่า” ทนไม่ได้เลยต้องเอ่ยถามออกไป

“ก็นายจะพูดอะไร ทำไมไม่ยอมพูดล่ะ” ซีวอนตอบกลับทั้งที่ยังไม่เลิกจ้อง

“ก็...ฉัน...แค่...กลัว...” คำว่า ‘กลัว’ แผ่วหายเข้าไปใจลำคอเพรียว แต่ซีวอนก็ยังคงได้ยินมันอยู่ดี

ร่าง สูงล้มตัวลงนอนหันหลังให้อีกตามเคย จึงไม่เห็นว่าฮยอกแจเบ้ปากแลบลิ้นให้อย่างหมั่นไส้ ร่างเล็กได้ทีจึงยกกำปั้นขึ้นทำท่าเหมือนจะทุบร่างสูง ทั้งที่เตียงอยู่ห่างกันเกือบสองเมตร แต่กำปั้นน้อยก็ต้องลดลงมาลูบศีรษะตนเองอย่างรวดเร็วเพราะว่าร่างสูงหันหลัง กลับมาอีกครั้ง

“ทำไมถึงอยากคุยกับฉันนักล่ะ” ซีวอนถามฮยอกแจด้วยสีหน้าจริงจัง

อีก ฝ่ายไม่ทันตั้งตัวกับคำถามจึงได้แต่ทำท่านึกเหตุผลเหมือนคำถามนั้นต้องเอาไป ตอบหัวหน้าอย่างนั้นแหละ สาเหตุที่คิดแบบนี้ เพราะฮยอกแจกำลังเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไม่พอใจกับคำตอบ นั้น มันก็เหมือนกับตอบคำถามหัวหน้าใช่มั้ยล่ะ

“ฉัน...เป็นคนติด เพื่อน ติดพี่ แต่เพื่อนๆ ฉันงานเยอะ เพราะฉันเองต้องเข้าโรงพยาบาลนี่แหละ พี่สาวฉันก็ไม่ว่าง แล้วไหนๆ เราก็อยู่ห้องเดียวกันทำไมถึงจะไม่คุยกันล่ะ อีกอย่างฉันไม่ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ นี่นา มันน่าอึดอัดจะตาย ฉันก็แค่อยากมีเพื่อนคุย ไม่ได้เฉพาะเจาะจงจะต้องเป็นนายสักหน่อย เป็นเพราะว่าเราอยู่ด้วยกันต่างหาก” ร่างเล็กลงท้ายให้ดูว่าเขาแค่อยากเป็นเพื่อนกับทุกๆ คนที่อยู่ด้วย

“.......” ร่างสูงแค่นอนมองเพดานตาลอย ตกลงฟังเขาอยู่มั้ยเนี่ย

“แล้วทำไมนายถึงไม่อยากคุยกับฉันล่ะ” ฮยอกแจถามพร้อมกับจ้องร่างสูงเขม็ง เหมือนรอคอยคำตอบ

ซี วอนรู้สึกแปลกๆ ที่อีกคนเงียบจึงหันไปมอง แล้วก็ต้องหัวเราะ เพราะท่าทางจริงจังของคนตรงข้าม “ ฮ่าๆๆๆๆๆ นายจะลุ้นอะไรขนาดนั้น ฮ่าๆๆๆๆๆ”

ฮยอกแจหน้าเบ้ เถียงกลับ “ก็แค่อยากรู้ว่าฉันทำอะไรผิด ทำไมนายถึงไม่ชอบ แล้วก็หยุดหัวเราะซะที” เมื่อไม่สบอารมณ์ร่างเล็กก็คว้าหมอนมาปาคนตรงข้าม ลืมอารมณ์กลัวก่อนหน้านี้ไปเสียสนิท

“อืม” ร่างสูงตอบกลับแค่นั้นแล้วก็ทำท่าจะหันหลังไปอีก ฮยอกแจเห็นแบบนั้นก็ตาค้าง ตกลงจะได้คุยกันรู้เรื่องมั้ยเนี่ย

“นี่! ตอบมาสิ ว่าทำไมถึงไม่อยากคุยกับฉัน” ปากก็ว่าไป ตัวก็เดินมาหาอีกฝ่ายที่ข้างเตียง

“นายจะออกจากโรงพยาบาลเมื่อไรหรอ” นอกจากจะไม่ตอบคำถามแล้ว ยังส่งคำถามกลับอีก

“ก็ อีกสามวันแหละมั้ง ฉันไม่เป็นอะไรสักหน่อย แค่ช้ำๆ เท่านั้นแหละ แต่คุณนายอีน่ะสิ ไม่รู้จะเช็คอะไรนักหนายืนยันให้นอนให้ได้ สงสัยจะทิ้งฉันไว้ที่โรงพยาบาล เป็นคุณแม่ทิ้งลูก ใจร้ายจริงๆ” ร่างเล็กได้ทีมีคนคุยด้วยก็เอ่ยเจื้อยแจ้วไปเรื่อยตามประสาคนช่างคุย

“ทำไมนายพูดมากจังไม่เมื่อยหรอ” ร่างสูงถามกลับมาทั้งๆ ที่ยังหันหลังให้อยู่

“นาย ว่าฉันพูดมากได้ไง ก็นายถามเองนี่ นายนั่นแหละยังไม่ตอบคำถามฉันเลย หรือว่านายรำคาญที่ฉันพูดมาก นายรำคาญฉันหรอ ที่นายไม่อยากคุยกับฉันเพราะว่านายรำคาญฉันใช่มั้ย” ต่อว่าพอเป็นพิธีแล้วก็พูดไปอีกเรื่องที่ยังค้างคาใจอยู่

“นี่ นาย! ทำไมถึงพูดเองเออเองอยู่คนเดียวทุกทีนะ แล้วแบบนี้เขาไม่เรียกว่าพูดมากได้ไง” ซีวอนกลับหลังหันมาพูดตรงๆ ฮยอกแจหน้าเสียหันหลัง ทำท่าจะเดินกลับไปยังเตียงของตนเอง

“นายจะเดินไปเดินมาทั้งวันเลยรึไง” เมื่อเห็นท่าทางของร่างบาง ซีวอนก็อมยิ้มกับท่าทางหงอยๆ นั้น แต่ก็ทำเป็นเก็กขรึมต่อไป

“ก็นายรำคาญฉันนี่” ร่างเล็กหันกลับมาตอบเสียงอ่อย

“ฉันพูดตอนไหน”

“ก็ท่าทางของนาย..มันไม่อยากคุยกับฉัน”

ร่าง สูงถอนหายใจ เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอ พูดเองเออเอง เดี๋ยวก็พูด เดี๋ยวก็หัวเราะ ยิ้มทั้งวัน ขี้ตื๊อ ขี้งอน นิสัยเหมือนเด็กจริงๆ ร้องหาเพื่อน พอมีเพื่อนก็ร่าเริง พอไม่ได้เล่นก็ซึม เฮ่อ

“ฉันไม่ได้รำคาญนาย เพียงแต่ฉันไม่ชอบพูดมากแล้วก็ไม่ชอบคนพูดมาก ฉันชอบอยู่คนเดียวก็เลยไม่ชิน”

“จริงๆ นะ งั้นถ้านายฟังฉันพูดนายจะไม่เบื่อหรอ” เมื่อมีความหวัง ฮยอกแจก็รีบเดินกลับมาชิดเตียงของร่างสูงทันที รอยยิ้มกว้าง ตาเป็นประกาย สีหน้ากระตือรือร้น ทำให้ซีวอนมองตามขำๆ

“เบื่อ” กอดอกตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

“อ้าว” หน้าหวานสลดลง ทำเหมือนโดนสั่งห้ามไม่ให้ออกนอกบ้านไปเล่นกะเพื่อนอย่างไรอย่างนั้น

ซี วอนเห็นสีหน้าของฮยอกแจแล้วใจหาย ไม่รู้ทำไมถึงไม่อยากให้คนๆ นี้ทำหน้าแบบนี้เลย มันดูน่าสงสารจับใจ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเขาไม่เคยแคร์ความรู้สึกของคนอื่น เพราะอยู่ในโลกส่วนตัวของตนเองมาตลอด แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกแคร์ร่างเล็กตรงหน้านี้ งั้นหรอ?

“เฮ่อ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ฉันจะทนๆ ฟังนายไปก็ได้ อีกแค่สามวันเองนี่” ซีวอนพูดออกไปแล้วก็ต้องตกใจกับคำพูดตนเอง เขาเนี่ยนะ จะทนฟังคนอื่นพูดเรื่องไร้สาระ

“เย้!! นายนี่น่ารักที่สุดเลย” ฮยอกแจร้องออกมาด้วยความดีใจ กระโดดโถมร่างกอดซีวอนด้วยความลืมตัว ร่างสูงที่ไม่ทันตั้งตัวจึงกอดตอบโดยอัตโนมัติ

“เอ่อ...” มือหนาตบหลังเล็กบางเบาๆ ส่ายหน้าอย่างจนใจกับนิสัยเด็กๆ ของคนๆ นี้

หลัง จากเย็นวันนั้น ฮยอกแจก็ไม่เคยสนใจเตียงของตนเองอีกเลย นอกจากเวลานอนแล้ว ร่างเล็กก็จะพาตนเองไปอาศัยเตียงของเพื่อนร่วมห้อง ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ ทานข้าวหรือชวนร่างสูงคุย(ซึ่งปกติแล้วจะฟังอย่างเดียวซะมากกว่า) โดยอ้างว่าขี้เกียจตะโกนคุย ร่างสูงก็ขี้เกียจจะเถียงว่าห้องแค่นี้พูดตรงไหนก็ได้ยิน

ซีวอนเองก็ เหมือนจะชินแล้ว จากตอนแรกที่เขาทำหน้าเหรอหราเมื่อพบว่าร่างบางหอบขนม หนังสือ ไอพอตและอุปกรณ์ยังชีพอื่นๆ มากองที่เตียงของเขาแล้วปีนขึ้นมานั่งซะเรียบร้อยจนซีวอนหลบเกือบไม่ทัน ไม่อย่างนั้นฮยอกแจคงได้นั่งทับเขาแน่ๆ กลายเป็นพอร่างบางอาบน้ำเสร็จปุ๊บ ซีวอนจะเขยิบที่เว้นที่ว่างไว้ให้ทันที

ไม่ได้อยากให้มานะ ก็แค่ไม่อยากโดนนั่งทับเท่านั้นเอง
.
.
.

เพื่อนๆ ต่างพากันงงเมื่อไม่มีโทรศัพท์จากฮยอกแจอีกเลยหลังจากที่บอกว่าไม่ว่างวัน นั้น ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว ร่างบางจะต้องโทรจิกเพื่อนๆ ทุกๆ สองชั่วโมง แต่นี่สามวันแล้วหลังจากที่ไปเยี่ยมวันแรก

“พี่ฮีชอล พี่ว่ามันแปลกๆ มั้ย ทำไมฮยอกแจมันไม่โทรจิกพวกเรา” ทงเฮที่เก็บความสงสัยของตนเองไม่ได้ถามขึ้น

“ไม่รู้สิ มันไม่เคยโทรจิกฉันนี่” ฮีชอลตอบทั้งๆ ที่ยังไม่ละสายตาจากงานตรงหน้า

“ใครจะกล้าโทรจริงแก ขนาดฉันยังไม่กล้า” อีทึกที่นั่งถัดไปจิกฮีชอลกลับมา

“ไม่ใช่ว่าแกเก็บตังค์ไว้โทรหาไอ้หมีอ้วนหรอกหรอ” แล้วคนอย่างฮีชอลก็ไม่เคยปล่อยให้คู่กัดไร้แผลกลับไป

“พี่ว่า ฮยอกแจมันคงไม่อยากกวนเรามั้ง” อีทึกค้อนเพื่อนหน้าสวยไปนิดนึงก่อนที่จะเปลี่ยนกลับมาเรื่องเดิม

“อย่างมันเนี่ยนะจะเกรงใจพวกเรา สงสัยติดใจเพื่อนใหม่ไปแล้วล่ะมั้ง คุณซีวอนน่ะ” ซองมินออกความเห็นขึ้นบ้าง

“งั้นวันนี้ก็ไปดูให้เห็นกับตาสิ” คยูฮยอนพี่พ่วงกลุ่มบรรดาสามีมาครบก๊วนเอ่ยขึ้น เมื่อเดินมาได้ยินบทสนทนาจะฝ่ายภรรยา(?)

“เลิกงานแล้วไปเยี่ยมเจ้าลิงกัน” คังอินเอ่ยขึ้นมา ขณะที่เดินไปที่โต๊ะของอีทึก

“แกชวนไปทั้งหมดหรือชวนแค่เมียแกวะ มองน้องมองนุ่งมั่ง มองแต่เมีย” ฮีชอลเอ่ยกัดแฟนเพื่อนซี้

“ก็เมียสวยก็ต้องมองสิ” คังอินว่ากลับ พลางยังคิ้วท้าทาย

“หมั่นไส้” เพื่อนคนสวยว่าประชดเข้าให้

“อิจฉา ก็หาดิวะ บอกให้เลือกเอาสักคน ตั้งแต่แก่ยันเด็กมีเยอะแยะคอลเล็คชั่นแกอ่ะ เข้ามาจีบหน้าลิฟท์บริษัทไม่เคยแห้ง” คังอินพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง

“ยุ่ง จริง ไม่ชอบเว้ย อยู่คนเดียวสบายใจกว่า บอกแล้วไงฉันรอเคลมเมียแก” ฮีชอลพูดขึ้นแล้วก็วิ่งไปหอมแก้มอีทึกต่อหน้าต่อตาคังอิน ร้อนถึงมือหนาต้องรีบมาผลักหน้าสวยออกห่างคนรัก

“ออกไปไกลๆ เลย เดี๋ยวน้ำลายแกทำอีทึกติดโรค”

“ฉีดยาแล้วเว้ย ลองดูมั้ย” ฮีชอลว่าพลางดึงแขนคังอินมากัด

“โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยยย ที่รักช่วยด้วยยยยย เจ็บๆๆ ฮีชอลปล่อยโว้ยยยย”

“ฮ่าๆๆ พอได้แล้วทั้งสองคนนั่นแหละ น้องรอแล้ว ไปเหอะ” อีทึกห้ามทัพทั้งๆ ที่ยังไม่หยุดหัวเราะ แก่จะแย่แล้วยังจะเล่นกันเป็นเด็กๆ
.
.
.

“...แล้ว พอพวกฉันเรียนจบ ก็เลยมาทำงานกับพี่อีทึก พี่ฮีชอล ทั้งแผนกเลยสนิทกันมาก เพราะรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียน” ฮยอกแจที่สาธยายประวัติตนเองให้ซีวอนฟัง เอื้อมมือไปหยิบน้ำมาดื่ม เนื่องจากพูดมากแล้วคอแห้ง

“...........” ซีวอนนอนหนุนแขนตนเองตั้งใจฟัง ตลอดสามวันมานี่ ร่างบางเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เขาฟังทั้งวันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

“นี่ นายยิ้มอะไร” ร่างเล็กที่เติมพลังงานเรียบร้อยแล้วหันมาต่อว่า

“ก็ฟังเรื่องของนายไง”

“แล้วนายไม่คิดจะเล่าเรื่องนายบ้างหรอ”

“เรื่องของฉันไม่มีอะไรหรอก มีแต่เรื่องน่าเบื่อ”

“นั่นแหละเล่ามาเหอะ”

“ไม่มีอะไรจะเล่า”

“เล่ามา”

“มันไม่มีอะไร จะเล่าอะไรล่ะ”

“บอกให้เล่า!” ร่างเล็กเสียงดังขึ้นเมื่อร่างสูงไม่ยอมตามใจ

“........” ซีวอนได้แต่นอนยิ้มรับท่าทางขึงขังของฮยอกแจ

“จะเล่าไม่เล่า”

“ม่ายยยยย”

“ด้ายย.. ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

“ฮาโหลลลลล เจ้าลิงทำไรอยู้!!!!!!!!!!!!!!...............เฮ้ยยยยยย.”

(O[]O) (O[]O) (O[]O) (O[]O) (O[]O) (O[]O) (O[]O) ปฏิกิริยาของเจ็ดผู้มาใหม่อยู่ในอาการเดียวกัน(2pm หรอ?)

เพราะ ภาพที่เห็นคือภาพที่ฮยอกแจนั่งคร่อมซีวอนที่นอนอยู่ มือข้างหนึ่งยันหน้าอกแกร่งไว้ ส่วนอีกข้างจับที่คางของซีวอนและกำลังจะบีบแก้มของร่างสูง(เพื่อบังคับให้ พูด) โดยที่ซีวอนนอนหัวเราะอยู่

คนป่วยสองคนถึงกับแตกกระเจิง ฮยอกแจกระโดดออกจากอกซีวอนลงมาที่พื้นห้องอย่างสง่างามเหมือนเล่นยิมนาสติก ลีลา(ได้ข่าวว่าป่วย) ส่วนซีวอนก็รีบเด้งตัวขึ้นมานั่งเรียบร้อย ทั้งสองคนหน้าแดงก่ำอย่างช่วยไม่ได้

“เอ่อ.. เอ่อ พวกเรามาเยี่ยมน่ะ” เป็นอีทึกที่เปิดประเด็นใหม่เพื่อไล่ความอึดอัดเมื่อสักครู่ออกไป แต่รู้สึกเหมือนว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือ

“แหมอย่างงี้นี่เอง มิน่าไม่โทรมาจิกพวกเราเลยนะ” ทงเฮเอ่ยเสียงดังพลางเดินไปโอบไหล่เพื่อนรักแล้วทำหน้าตาล้อเลียน

“อะ..อะไร เล่า!” ฮยอกแจหน้าแดงเป็นมะเขือเทศสุก รีบเปลี่ยนเรื่อง “อ๊าๆๆ มากันหมดเลย ดีใจจัง” เดินเข้าไปกอดพี่ชายสุดสนิทอย่างออดอ้อน

“หายแล้วสิ ได้ข่าวว่ากลับบ้านพรุ่งนี้แล้วหรอ” อีทึกถามขึ้นเมื่อน้องรักออกจากอ้อมกอด

“ครับ แล้วมากันได้ไงเนี่ย ปกติรวมตัวกินข้าวยังยากเลย” ฮยอกแจเอ่ยถามด้วยความทึ่ง ปกติแต่ละคนจะไม่ค่อยว่างตรงกันสักเท่าไร ถึงจะทำงานที่เดียวกันก็ตาม

บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ อีกสองสามชั่วโมง มีทั้งเรื่องเล่าที่ทำงาน เรื่องเมาท์หัวหน้า จนไปถึงเรื่องโปรเจ็คงามของฮยอกแจที่สำเร็จปิดโครงการไปเรียบร้อยด้วยฝีมือ คู่คังทึก ตามด้วยเรื่องจิปาฐะ ซีวอนนอนฟังอยู่เงียบๆ บางทีก็หัวเราะไปด้วย บางทีก็ถูกดึงเข้าไปร่วมวงสนทนาซึ่งร่างสูงก็ได้แต่ยิ้มรับ แล้วก็พยักหน้าตาม ซีวอนรู้สึกดีกับฮยอกแจและเพื่อนๆ เป็นความสุขที่อบอุ่นอย่างน่าประหลาดที่เขาไม่เคยได้สัมผัส

กลุ่ม เพื่อนของฮยอกแจแยกย้ายกันกลับเมื่อซองมินกับทงเฮผลัดกันแข่งหาวชิงแชมป์โลก ทำให้ทุกคนเห็นพ้องที่จะกลับบ้านได้แล้ว เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว หลังจากทั้งเจ็ดคนออกไปแล้ว ห้องก็กลับสู่สภาพปกติอีกครั้ง ฮยอกแจเดินมาหาซีวอนที่เตียง

“ดึกแล้ว ไม่นอนหรอ” ซีวอนเอ่ยถามเมื่อเห็นร่างบางปืนขึ้นเตียงเขามาอีก

“นายง่วงแล้วหรอ” ฮยอกแจถามแต่ก็ยังไม่ยอมลงไปจากเตียง

“นายมีอะไรจะเล่าอีกล่ะ” ซีวอนเอ่ยแล้ว พลางเอื้อมมือไปขยี้หัวร่างเล็กอย่างเอ็นดู

“ป่าว” ฮยอกแจว่า ก่อนที่จะนั่งขัดสมาธิ เอามือท้าวคางตนเอง

“มีอะไร บอกมาเถอะ หน้านายมันปิดไม่มิดหรอก” ซีวอนว่าก่อนที่จะเอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากบาง

“หน้าฉันแสดงออกขนาดนั้นเลยหรอ” ร่างเล็กเอามือจับแก้มตนเอง ทำหน้าตกใจ

“เลิกเฉไฉได้แล้ว ซะที” ซีวอนกอดอกทำหน้าตาจริงจัง

“อ่า~~ ก็แค่..แค่..”

“อะไร”

“พรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้านแล้ว แล้วนายล่ะจะกลับเมื่อไร” ร่างเล็กถามออกไป พลางเอานิ้วชี้เขี่ยที่นอนเล่นแก้เขิน

ซี วอนถอนหายใจเบาๆ เขาเองก็ใจหายเหมือนกัน ระยะเวลาห้าวันที่ผ่านมา เขายอมรับว่ารู้สึกดีอย่างประหลาด เขาไม่เคยรำคาญร่างบางคนนี้เลย ทั้งๆ ที่แรกเจอเขาเองที่เป็นคนปฏิเสธมิตรภาพจากเพื่อนตัวเล็กคนนี้ แต่ฮยอกแจกลับทำให้เขามีความสุข ผ่อนคลายจนเหมือนกับเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก

“ยังไม่รู้เหมือนกัน”

“แล้ว.. นี่นายป่วยเป็นอะไรหรอ ฉันไม่เคยเห็นคุณหมอเคยมาตรวจนายเลย แล้วอีกอย่างไม่เห็นนายจะดูเหมือนคนป่วยตรงไหนด้วย ที่สำคัญตึกนี้มันไม่ใช่ตึกผู้ป่วยเรื้อรังนี่นา มันสำหรับพักไม่ถึงเดือนไม่ใช่หรอ” ฮยอกแจถามในสิ่งที่ตนเองสงสัย ใช่ ทำไมเขาเพิ่งมาคิดได้นะ

“ก็ฉันไม่ได้ป่วยนี่” ซีวอนตอบก่อนจะค่อยๆ เปิดลิ้นชักหัวเตียง หยิบกุญแจรถ แล้วหันกลับมาหาร่างเล็กที่นั่งงงกับคำตอบเมื่อสักครู่ ก่อนจะเอ่ย

“ไปนั่งรถเล่นกันมั้ย ฮยอกแจ”
.
.
.

ตลอด กว่าสิบห้านาทีที่รถยนต์คันหรูโลดแล่นอยู่บนถนนใหญ่ คนในรถทั้งสองต่างก็จมอยู่กับความคิดของตนเอง ทำให้บรรยากาศในรถยามนี้เงียบจนน่าอึดอัด ร่างเล็กเหลือบมองร่างสูงข้างกายหลายครั้ง แต่ก็ไม่กล้าจะเอ่ยอะไรออกไป ทำได้แต่ลอบถอนหายใจ

“ฮยอกแจ..” แล้วจู่ๆ คนที่ทำหน้าที่ขับรถก็เอ่ยขึ้น

“ฮะ..อ่า..อืม” ฮยอกแจสะดุ้งเล็กน้อย เนื่องจากไม่ทันตั้งตัว

“ฉัน.. นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนสนใจเรื่องฉันมากกว่างานของฉัน แล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันคิดจะเล่าเรื่องของตัวเอง นาย..อยากรู้รึเปล่า..เกี่ยวกับฉันน่ะ” ซีวอนประหม่าเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดที่จะพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับคนอื่นมาก่อน แต่ฮยอกแจทำให้เขาไว้ใจอยากจะบอก

“อืม..อยากรู้สิ” ฮยอกแจรีบหันมาทางร่างสูงทั้งตัวก่อนที่จะทำท่าตั้งใจฟังจนซีวอนเริ่มเกร็ง

“เอ่อ..คือ..” ซีวอนไม่รู้จะเริ่มต้นเรื่องอย่างไร

“ไม่ต้องคิดมาก อยากบอกตรงไหน อยากเล่าเรื่องอะไรก็เล่าเลย” ฮยอกแจส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ร่างสูงอย่างให้กำลังใจ

“คือ.. ฉัน..เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน แล้วที่บ้านฉันก็มีธุรกิจใหญ่มากมาย ธุรกิจเหล่านั้นสุดท้ายแล้วตอนนี้มันก็ตกมาอยู่ในมือฉัน” ซีวอนเริ่มเล่าเรื่องของเขา

“ก็ดีออก นายคงรู้น่าดู เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โต ดูไม่รู้เลยนะเนี่ย ว่านายก็เก่งเหมือนกัน อิอิ” ฮยอกแจพยายามทำให้บรรยากาศไม่เครียดมากนัก แต่ว่ามันผิดเวลาไปหน่อย

“อยากฟังต่อรึเปล่า..” ร่างสูงท้วง คนอุตส่าห์นึกตั้งนานยังจะขัดจังหวะอีก

“อ่า..ฟังๆๆ ไม่กวนแล้ว ไม่ขัดๆๆ เงียบสนิท” ปากบางว่า มือเรียวทั้งสองก็รีบยกขึ้นมาปิดปากตนเองฉับอย่างรวดเร็ว

“ฉัน ไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก เป็นเพราะว่าฉันต้องรับผิดชอบภาระกิจการทางครอบครัว ฉันถูกปลูกฝังเรื่องธุรกิจ ต้องเรียนอย่างหนักให้มีความรู้ในทุกๆ ด้าน เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานให้เท่าเทียมหรือเหนือกว่าทั้งคู่แข่งและคู่ ค้า ทำให้ฉันเองไม่มีชีวิตแบบเด็กวัยรุ่นทั่วไป..

..ตั้งแต่เป็นเด็ก จนโต ชีวิตฉันมีแต่คำว่า การแข่งขันที่ต้องชนะเท่านั้น ไม่มีคำว่ามิตรแท้และศัตรูถาวร ไม่มีเวลาเที่ยวสนุก หรือแม้แต่เพื่อนสนิทสักคนที่จะพูดคุยเรื่องธรรมดาทั่วไปฉันก็ไม่มี ทุกนาที ทุกวินาทีของฉันคือ ธุรกิจ การแข่งขัน เงินทอง และชื่อเสียง คุณพ่อหวังในตัวฉันมาก พอฉันเรียนจบท่านก็ให้ฉันเข้ามาดูแลกิจการต่อจากท่านเต็มตัว ซึ่งท่านเป็นเพียงผู้ถือหุ้นและเข้ามาดูบ้างในบางเวลา” ร่างสูงเงียบไป

“แล้ว..คุณแม่ของนายล่ะ” ร่างเล็กทำหน้าที่สานต่อบทสนทนา

ทัน ใดนั้นรถยนต์คันหรูก็หยุดลงเมื่อซีวอนแตะเบรกเบาๆ พร้อมทั้งดับเครื่องยนต์ ร่างสูงเอนพิงเบาะหนังชั้นดี ผ่อนลมหายใจออกก่อนที่มือหนาจะปลดเข็มขัดนิรภัยของตนเอง แล้วทำท่าจะเอื้อมไปปลดให้คนข้างตัว แต่ร่างเล็กยกมือขึ้นห้ามก่อนที่จะเป็นคนปลดเข็มขัดนิรภัยของตนเองออก

“นายกำลังจะได้เจอท่านนี่แหละ” เจ้าของรถบอกแค่นั้นก่อนที่จะเปิดประตูแล้วลงจากรถ ทำให้ร่างเล็กต้องทำตาม

“นี่ บ้านนายหรอ ทำไมมันอยู่นอกเมืองแบบนี้ล่ะ ฉันนึกว่านายจะอยู่ในตัวเมืองซะอีก” ฮยอกแจถามขึ้น เขานั่งฟังเรื่องราวของร่างสูงมาจนไม่ได้มองทางเลย มารู้ตัวอีกทีรถก็มาหยุดที่บ้านหลังนี้เสียแล้ว

ตัวบ้านเป็นไม้ทรง โบราณสีขาว แต่ดูทันสมัยด้วยการประดับกระจกใสโดยรอบ แทนที่ร่างสูงจะพาฮยอกแจเข้าไปในตัวบ้านเพื่อนพบกับมารดา หากกลับเดินอ้อมไปทางหลังบ้านแทน ทำให้ร่างบางที่ตามมาเพิ่งสังเกตเห็นว่าบ้านหลังนี้ติดทะเลและมีชายหาดที่ เป็นส่วนตัว

ซีวอนพาเดินไปทางซ้ายมือ ไม่ไกลจากตัวบ้านนักก็พบกับสุสานทำจากหินสีขาว มันจะดูสวยงามมากหากใต้ไม้กางเขนนี้ไม่มีร่างไร้วิญญาณของคนอันเป็นที่รัก ของร่างสูงข้างกาย ซีวอนค่อยๆ นั่งลงตรงหน้าหลุมศพตามด้วยร่างบางของฮยอกแจ มือหนาปัดทรายที่กลบบังรูปภาพของหญิงสาวคนหนึ่งออก

ใบหน้าหวาน โดดเด่นที่ดวงตากลมโตอย่างที่ถ่ายทอดมาให้ลูกชายเพียงคนเดียว รอยยิ้มอบอุ่นแม้เป็นเพียงแค่ภาพถ่าย ทำให้ร่างสูงนึกถึงผู้เป็นมารดา หยดน้ำใสไหลลงมาจากตาคมที่ไร้เสียงสะอื้น ฮยอกแจยกมือขึ้นวางบนบ่ากว้างแผ่วเบาหวังส่งผ่านกำลังใจไปให้

“ฉัน..เสียใจด้วยนะ เอ่อ..คุณแม่นาย..”

“นี่.. ไม่ใช่ท่านหรอก” ร่างสูงเอ่ยขัดขึ้น “บ้านหลังนี้ หลุมศพนี่ฉันสร้างขึ้นตอนที่ฉันเพิ่งเรียนจบ เพราะฉันอยากมีที่ที่เอาไว้คุยกับแม่ แม่เสียไปตอนที่ฉันอายุ 12 ตอนนั้นฉันเรียนอยู่ที่อังกฤษ แม่ไม่ยอมให้ฝังศพท่านตามธรรมเนียม ท่านขอร้องคุณพ่อให้ลอยร่างท่านไปกับทะเล ท่านอยากให้ร่างของท่านเป็นอิสระเหมือนกับใจของท่าน”

ว่าจบซีวอนก็ คว้าฮยอกแจไปกอด เขากำลังอ่อนแอ อ่อนแอมากต่อหน้าร่างบางคนนี้ ทั้งๆ ที่ฐานะทางสังคมตอนนี้ เชวซีวอนไม่มีสิทธิ์แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น ร่างบางค่อยๆ ยกมือขึ้นกอดตอบร่างสูงพร้อมกับกระชับอ้อมแขนเล็กให้แน่นขึ้น ร่างกายใหญ่โตที่ดูเข้มแข็งกลับสั่นสะท้านอย่างน่ากลัว แม้จะไม่มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมาก็ตาม

“ฉันเหนื่อย..ฉันเบื่อ..ฉัน ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว..อยากไปให้พ้น..จากที่ตรงนี้..จากชีวิตบ้าๆ นี่..ที่ฉันไม่เคยต้องการมัน..ฮยอกแจ..นายเข้าใจรึเปล่า” ซีวอนพูดออกมาทั้งที่ยังไม่คลายอ้อมแขนออก

“ฉันเข้าใจ..นี่รึเปล่าที่ทำให้นายไปอยู่ที่โรงพยาบาล” ฮยอกแจค่อยๆ ดันร่างสูงออกเพื่อมองใบหน้าคม

ซี วอนเพียงพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนที่จะมองไปที่หลุมศพมารดาอีกครั้ง “ฉัน..เบื่อและเหนื่อยมากที่จะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ฉันเลยบอกทางบ้านว่ามีอุบัติเหตุตอนมาดูงานที่เกาหลี ทำให้กลับไปไม่ได้ ฉันแค่ยังไม่พร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีก ฉันเลยไปคุยกับเพื่อนของคุณพ่อที่เป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาล ให้ฉันอยู่ที่นั่น”

“นายไม่ได้อยู่ที่นี่หรอ” ร่างเล็กถาม

ซีวอนพยักหน้าอีกครั้ง “หลังจากแม่เสียไปได้สองปี คุณพ่อก็ย้ายไปที่อังกฤษ แล้วจะกลับมาที่นี่เพียงปีละครั้ง เพื่อมาเยี่ยมแม่”

“แล้ว..ไม่มีใครมาเยี่ยมนายเลยหรอ ทั้งๆ ที่นายบอกว่ามีอุบัติเหตุ”

“ใคร จะมาเยี่ยมฉัน ทั้งบ้านมีแค่ฉันกับคุณพ่อ แล้วท่านก็งานยุ่งเกินกว่าที่จะเสียเวลาแค่มาดูฉัน คุณอาเพื่อนของคุณพ่อฉัน ท่านช่วยส่งผลตรวจของฉันไปให้คุณพ่อ แค่รู้ว่าฉันไม่เป็นอะไร มันก็มากพอแล้ว”

ได้ฟังแค่นั้น ร่างบางก็ยืดตัวขึ้นคุกเข่าก่อนที่จะดึงศีรษะของร่างสูงเข้าสู่อ้อมแขนตนเอง ฮยอกแจรู้สึกสงสารคนตรงหน้าจับใจ ทั้งๆ ที่น่าจะมีชีวิตที่หลายคนอิจฉา ทั้งหล่อ ทั้งรวย ทั้งเก่ง มีทุกอย่างเพียบพร้อม แต่ใครจะรู้บ้างว่าลึกๆ แล้วเชวซีวอนคนนี้ไม่ได้เพอร์เฟ็คอย่างที่ใครๆ คิด

ทั้งสองคนต่างกอด กันอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีใครพูดอะไร แค่ถ่ายทอดความอบอุ่นที่มีให้แก่กัน ให้รู้ว่ายังมีอีกคนอยู่ข้างๆ ก็พอแล้ว เวลาผ่านไปสักพักทั้งสองคนจึงเริ่มเดินไปตามชายหาดที่ทอดยาวพลางปล่อยอารมณ์ ไปกับบรรยากาศที่สดชื่นในยามเช้า

ซีวอนเอื้อมมือมากุมมือบางของฮยอก แจไว้พร้อมกับกระชับให้แน่น ทั้งสองคนยืนมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ดวงดาว แสงแดดอ่อนๆ ที่ให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง เปลี่ยนผืนฟ้าสีนิลให้เป็นสีทองระเรื่อ ช่างเป็นภาพของธรรมชาติที่สวยงามยิ่งนัก

“ฮยอกแจ..” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น

“หืม..” ร่างเล็กตอบรับก่อนที่จะละสายตาจากภาพเบื้องหน้ามามองร่างสูง

“ขอบคุณนะ” ร่างสูงที่มองอยู่ก่อนแล้วเอ่ยขึ้น

“เรื่องอะไร” ฮยอกแจเอียงคอถามอย่างสงสัย

“ที่เข้ามาในชีวิตฉัน”

ซี วอนมองภาพตรงหน้าอย่างเต็มตื้นในความรู้สึก ฮยอกแจกำลังยิ้ม ริมฝีปากอิ่มแดง ตาเรียวรี ดวงหน้าขาวใสที่สว่างขึ้นกว่าเดิม เมื่อถูกฉาบไล้ด้วยแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ เป็นภาพที่สวยงามที่สุดเท่าที่ร่างสูงเคยเห็น

“ยินดีเสมอ”

 

END or TBC.
ควรมีสเปมั้ย???

 

Heelumos's talk :เฮือกกกกกกกกกกกก จบ จบแบบนี้เลยนะ ฟิคสั้นอะไรเนี่ยใช้เวลาแต่งเป็นเดือน หลังจากที่สลัดตัวขี้เกียจออกแล้ว ก็พยายามสานต่อฟิคเรื่องนี้ซะที ค้างไว้นานเกินไปแล้ว เริ่มมาเหมือนจะดูดีนะ แต่จบแป้กๆซะอย่างงั้น ขอบอกเลยค่ะว่าฮีลูมอสตัน ฮ่าๆๆ ตันจริงๆๆ ไปต่อไม่ถูกแล้ว จบเลยดีกว่าน่าเกลียดมะ มันควรมีสเปรึเปล่า ถ้าอยากได้ต่อแบบไหนก็บอกนะคะ แนะนำมาก็ได้ช่วยหน่อย ฮ่าๆๆ เราตัน ถ้าอยากให้มีสเปก็เจอกันหลังคอนแล้วกันเนอะ ขอไปหาโมเม้นในคอนก่อน เผื่อมาจิ้นต่อได้อีก ฮ่าๆๆๆ ขอบคุณที่อ่านนะคะ

edit @ 20 Nov 2009 20:37:16 by heelumos

[MV] Kim Hee Chul - Chobyeol, I Love You 10 Million Times OST.

 

One2car : >>Download<<

Mediafire : >>Download<<

 

credit : kjfun.proboards.com
Upload By: zeng_ann
Re-Upload By: Heelumos
อนุญาตให้ฮอตลิงค์ได้ แต่กรุณานำออกไปพร้อมเครดิททั้งหมด

edit @ 11 Nov 2009 15:37:43 by heelumos

091108 SBS Inkigayo - Ring Ding Dong Ft.Leeteuk (Cut) [1024x576][dongdonghee]

**แค่ 1 นาทีนะคะ ดงดงคัทมาแต่ช่วงพี่ทึกค่ะ

 

One2car  ::  >>Download<<

Mediafire  ::  >>Download<<

  

Credit : Dongdonghee
Upload By:Por_ping_pong@13monkeyshouse
Re-Upload By: Heelumos
อนุญาตให้ฮอตลิงค์ได้ แต่กรุณานำออกไปพร้อมเครดิททั้งหมด