หลานเลวๆ

posted on 28 Feb 2011 08:54 by heelumos  in Heelumos

หลายๆคนหรือทุกคนนั่นแหละ 

เวลาที่มีความสุข เรามักจะดื่มด่ำอยู่กับความสุขนั้นให้เต็มที่เสมอ 

เราจะไม่สนใจสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง หรืออะไรทั้งนั้น

นอกจากคน สิ่งของ หรือกิจกรรมที่สร้างความสุขให้เรา 

โดยที่เราไม่ได้คิดเลยว่า ความสุขนั้น เป็นมายาที่ล่อลวงจิตใจของเราแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น

 

ความรัก...

คำสั้นๆ ที่แฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลายอย่าง ที่สามารถทำให้คนๆนึงเปลี่ยนไปได้

หลายคนทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะมีมัน เพื่อที่จะได้มัน ครอบครองมัน

หลายคนดื่มด่ำกับความรักที่แสนจะสำคัญยิ่งเหลือเกินในชีวิต

ครอบครองความสุขเล็กๆนั้นอย่างเห็นแก่ตัว 

โดยไม่เคยหันมามองหรือสนใจใครอีกหลายๆคน ที่เฝ้าห่วงใย ใส่ใจ 

และมอบความรักให้เราอย่างจริงใจโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

หลายคนทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ตัวเอง เพียงเพื่อทำตามความปรารถนาของตัวเอง 

ทำตามคนรัก เพียงเพราะเหตุผลสั้นๆว่า "นี่คือความสุขของฉัน"

 

แต่เวลาที่คนเราผิดหวังจากความรักที่แสนจะสำคัญยิ่งนักของเราแล้ว

ใครล่ะคือคนที่ดูแล ห่วงใย ให้กำลังใจเรา 

คนที่เราเฝ้าทุ่มเทให้น่ะหรือ คนที่เราทำตามความต้องการของเขาทุกอย่างน่ะหรือ

คนที่เรายอมเสียทุกอย่างแม้แต่ความเป็นตัวของตัวเองไปน่ะหรือ

เปล่าเลย...

คนที่เราทอดทิ้งเขาต่างหาก คนที่เราไม่รับรู้ความห่วงใยของเขาต่างหาก

คนที่เราไม่ดูดำดูดีเลยต่างหาก

ที่เข้ามาดูแลเรา ในยามที่เราล้ม ในยามที่เราอ้างว้าง ผิดหวัง เสียใจ 

กับความผิดพลาด ความงี่เง่า ของตัวเราเอง

ใครอีกหลายๆคนที่คอยประคับประคองเรา เมื่อยามที่เราไร้เรี่ยวแรง

ใครอีกหลายๆคนที่คอยให้กำลังใจ คอยปลอบใจ คอยเป็นห่วงเป็นใยเรา

 

เวลาที่คุณผิดหวังจากความรักของตัวเอง อย่าพูดว่า "เราไม่เหลือใคร"

เพราะเรายังเหลือคนที่รักเราเท่าเดิม เรายังเหลือคนที่เป็นห่วงเราเท่าเดิม

แต่คนที่เราเสียไปคือคนที่ไม่รักเราต่างหาก เราเสียคนที่ไม่เห็นคุณค่าของเราต่างหาก

เราเสียคนที่ทำร้ายเราไปต่างหาก

 

แล้วเราจะมานั่งเสียใจอยู่ทำไม ในเมื่อชีวิตเราได้เสียคนที่ไม่รัก ไม่หวังดี ไม่จริงใจกับเราไป

แต่เรายังคงเหลือคนที่รัก หวังดี และจริงใจกับเราเหมือนเดิม มันเป็นเรื่องไม่ดีตรงไหน

 

เวลาที่เรามีความสุข เราจะทอดทิ้งคนที่คอยรักคอยดูแลเราอย่างไม่ไยดี

เราใช้ชีวิตดื่นด่ำกับความสุขชั่วคราวของเราอย่างเห็นแก่ตัว

แต่เวลาที่คนเรามีความทุกข์ คนแรกที่เราเดินกลับไปหา

กลับกลายเป็นคนที่เราทอดทิ้งเค้าเมื่อยามที่เรามีความสุข

ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก แต่...คนที่คอยรัก คอยห่วงใยเราอย่างใจจริงนั้น กลับไม่เคยรังเกียจเราเลย

พวกเขาพร้อมที่จะอ้าแขนต้อนรับเราเสมอ ไม่ว่าในยามที่เราทุกข์หรือสุขก็ตาม

 

ฉันเป็นคนนึงที่เป็นเช่นนั้น เห็นแก่ตัว และทอดทิ้งคนสำคัญหลายๆคนในชีวิตไป

และใช้ชีวิตดื่มด่ำความสุขชั่วครั้งชั่วคราวของตัวเองอย่างเห็นแก่ตัว

คุณย่า...เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆที่คอยดูแล ให้ความรัก ความห่วงใย ความเข้าใจ

ความหวังดี และปกป้องฉันเสมอ

วันเกิดของฉันเมื่อปีที่แล้ว ฉันเข้าไปหาท่าน กราบท่านขอพรจากท่าน ซึ่งฉันก็ทำอย่างนั้นมาทุกๆปี

แต่วันเกิดปีนี้ ฉันกลับรอคอยใครบางคน ใครคนนั้นที่ฉันเฝ้าทุ่มเทให้ทุกอย่าง อย่างลืมตัว

โดยที่ฉันไม่ได้คิดถึงคุณย่า ไม่คิดจะกลับไปกราบ หรือขอพรอะไรจากท่านเลย

ฉันเฝ้าแต่รอใครก็ไม่รู้ มาจากไหนก็รู้ ที่ไม่ได้เลี้ยงดูฉัน ไม่ได้ให้กำเนิด

แต่ฉันกลับรอคอยให้เขามาหาฉันในวันนี้

แทนที่ฉันจะกลับไปกราบ และขอพร นอนหนุนตักให้ท่านลูบหัวเหมือนที่เคยทำ

 

หลังจากที่ฉันผิดหวังจากความรัก

คนแรกที่ฉันโทรไปหาคือพี่สาว และคนที่ฉันไปกลับหาคนแรกคือคุณย่า

ฉันนอนหนุนตักย่า บอกให้ท่านลูบหัว และแอบร้องไห้

แต่ย่าก็รู้ ย่าถามว่าเป็นอะไร ฉันไม่ตอบ บอกว่าขออยู่แบบนี้สักพัก

ท่านไม่ถาม ค่อยๆเอามือลูบหัวฉันเบาๆ ลูบไปเรื่อย ไม่ยอมหยุด

ย่าบอกเพียงว่าเหนื่อยก็นอน หลับไปเลย ตื่นมาก็ดีขึ้นเอง อยู่กับย่า ไม่เป็นไรๆ

ในยามที่ฉันมีความสุข ฉันละเลยที่จะกลับมาหาท่าน

แต่ในวันที่ฉันทุกข์ ท่านกลับเป็นคนแรกที่ฉันวิ่งมาหา

 

ฉันรู้สึกดีและอบอุ่นเสมอ เมื่ออยู่กับผู้หญิงคนนี้

ย่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่มีวันทำร้ายฉัน

ย่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่มีตักนุ่มๆให้ฉันนอนหลับได้เสมอ

ย่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่มีอ้อมแขนที่อบอุ่นให้ฉันเสมอ

ย่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่มือเล็กๆที่ลูบหัวฉัน ทำให้ฉันสบายใจได้เสมอ

ย่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ตัวเล็กกว่าฉัน แต่ปกป้องฉันได้เสมอ

ย่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ตัวเล็กกว่าฉัน แต่มีพลังมากเหลือเกินในการดูแลฉันเสมอ

ย่า...ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ตัวเล็กกว่าฉัน และทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยได้เสมอ

ย่า...เป็นได้ทุกอย่างที่ฉันอย่างให้เป็น มีทุกอย่างที่ฉันอยากให้มี และทำทุกอย่างได้อย่างที่ฉันต้องการ

 

ฉันทอดทิ้งท่าน แล้วดิ้นรนไปวิ่งไล่ตามความสุขชั่วคราวของฉัน เพื่ออะไร

ฉันทอดทิ้งตัวเอง แล้วดิ้นรนวิ่งไล่ตามคนอื่น เพื่ออะไร

 

ฉันก็เป็น แค่หลานเลวๆ คนนึง...จริงๆ

edit @ 28 Feb 2011 08:57:45 by heelumos

วันนี้เป็นวันที่น่าจะมีความสุขสำหรับฮีลูมอส แต่ไม่เลย มันกลับตรงกันข้าม
เพราะฮีลูมอสได้ทำความผิดร้ายแรงไปมาก มากจนเกินกว่าที่จะให้อภัยกันได้
ต่อให้รักมากแค่ไหน คนที่รักกันเค้าก็ไม่ทำกันแบบนี้
 
ใช่ บ่อยครั้งที่ที่ฮีลูมอสคิดเสมอว่า ทำไมคนที่ฮีลูมอสรักเค้าทำกับฮีลูมอสแบบนี้
โดยที่ไม่ได้หันมามองเลยว่า สิ่งที่ฮีลูมอสทำกับคนรักนั้น มันร้ายแรงแค่ไหน
 
คนเรามักจะมองเพียงด้านหน้าของตัวเอง และลืมไปว่า
ยังคงมีด้านหลังที่ตัวเองมองไม่เห็นอยู่
ทำให้คนเรามองเห็นแต่ความผิดของคนอื่น โดยไม่สนใจความผิดของตัวเอง
 
แก้ว เมื่อร้าวไปแล้ว นำมาหลอมใหม่แม้จะใช้ได้ดีเหมือนเดิม แต่คุณภาพก็เปลี่ยนไป
หากแต่ความรู้สึกนั้นเล่า เสียไปแล้ว จะหลอมใหม่ยังไง ก็ไม่มีวันเหมือนเดิม
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร แต่ความรู้สึกนั้น ก็ยังเป็นจุดเล็ก
 
ตะกอนที่ตกอยู่ก้นแก้ว หากเพียงแต่กระเทือนเพียงนิดหน่อย
ตะกอนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้น้ำใสกลายเป็นน้ำขุ่นอย่างง่ายดาย
เปรียบได้ดั่ง ความรู้สึกของใจคน ต่อให้เวลาผ่านไปเท่าไร ก็อาจจะลืมเลือนไปบ้าง
แต่หากถูกสะกิดเพียงเล็กน้อย ความรู้สึกนั้นก็พร้อมที่จะคุขึ้นมาอีกครั้ง
 
รอยร้าวของความรู้สึกที่ยากจะสมาน มันต้องใช้เวลานานแค่ไหน
ก็ไม่อาจจะทำให้รอยนั้นหายสนิทได้
ความรู้สึกที่เสียไปแล้ว ยากที่กลับมาสนิทใจได้ดังเดิม
ความระแวงที่เพิ่มมากขึ้น ความไม่เชื่อใจ ช่องว่างที่มีอยู่มาก กลับยิ่งมากขึ้นไปอีก
 
ฮีลูมอสเป็นคนทำลายมันเอง
ทั้งความรัก ความเชื่อใจ แล้วเป็นคนสร้างกำแพงบางๆขึ้นมา
ฮีลูมอสเป็นทำลายความสัมพันธ์ที่ดีนี้ลงเอง
 
แล้วไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม
 
จากนี้ไป ไม่รู้จะทำมันให้ดีขนาดไหน
คนเราไม่ได้มีโอกาสมาบ่อยๆ อย่าทำลายมันอีกครั้งก็แล้วกัน
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาส และได้รับโอกาสที่เหมาะสม...
 

edit @ 23 Nov 2010 03:59:04 by heelumos

ตำนาน บ้านเลิฟ

posted on 23 Mar 2010 08:23 by heelumos  in Heelumos

ข้อความด้านล่าง เกิดขึ้นจากความรู้สึกข้างในของ Heelumos (13-Heelumos@LoveUSJ)
ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้จากความรู้สึกแท้จริงของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการจะพาดพิงถึงใครทั้งนั้น
แต่ที่ข้าพเจ้าเขียนมันขึ้นมา เพราะความรู้สึกเสียใจของข้าพเจ้าจริงๆ
ตลอด 1 ปีที่บ้านเลิฟหายไป(ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันหายไปก่อนที่บ้านจะปิดตัวแล้วล่ะ)
ความเสียใจของข้าพเจ้า ยังไม่เท่ากับการที่ทุกวันนี้ ความว่า "บ้านเลิฟ" ถูกพาดพิงในทางที่ไม่ดีอยู่ตลอดเลย

นี่คือบลอคส่วนตัวของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ได้เอ่ยพาดพิงใคร ข้าพเจ้าก็มีสิทธิจะเผยแพร่มันใช่มั้ย?

**หากใครที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ แล้วรับไม่ได้ มุมบนด้านขวา "กดปิด" แล้วออกไปได้เลยค่ะ "เชิญ"**

 

 

ตำนาน บ้านเลิฟ



หลายคนคงรู้จัก www.luvsuju.net
และอาจมีเพียงไม่กี่คนที่รู้จัก www.loveusj.com

แล้วจะมีสักกี่คนที่รู้ว่า อดีตของ luvsuju.net  มันคือ loveusj.com
ฉันไม่อยากให้มีใครรู้หรอก เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศมัยเลยล่ะ

loveusj.com หรือบ้านเลิฟ เป็นชื่อเรียกที่ไม่เกินจริงเลยนะ
เพราะอะไรน่ะหรอ เพราะว่ามันคือบ้านเลิฟจริงๆไง
บ้านที่ก่อกำเนิดมาจากความรัก รักที่แฟนคลับกลุ่มหนึ่งมีต่อศิลปินกลุ่มหนึ่ง
ฉันไม่ใช่คนที่อยู่ในบ้านนั้นตั้งแต่แรก แต่ฉันก็ใช้เวลาครึ่งหนึ่งของเวลาที่ฉันมีอยู่กับมัน
ทั้งๆที่ฉันไม่ใช่คนสร้างบ้านหลังนี้ แต่ฉันกลับรักมันไม่น้อยไปกว่าคนที่สร้างมันขึ้นมาเลย
อาจหาญไปมั้ย ที่พูดแบบ ฉันว่าไม่นะ ก็ฉันรักมันจริงๆนี่

หลังจากนั้น ความรักที่มีอยู่ มันไม่ใช่ รักของแฟนคลับที่มีต่อศิลปินอีกต่อไปแล้ว
หากแต่มันเป็นความรักที่เรามีให้กันระหว่างสมาชิกด้วยกันต่างหาก
น่าดีใจที่วันนึง เรามี เพื่อน พี่ น้อง เพิ่มขึ้นอีกเป็นสิบคน
โดยที่เรา รักกันด้วยความจริงใจที่มีต่อกันจริงๆ
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ผู้หญิงกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน โดยไม่เกิดการ "นินทา"
แต่บ้านเลิฟทำได้ เราทำมันได้ ได้มาตลอด มาตลอด จนมันมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงไป

ทุกวันนี้ฉันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เหมือนกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป
บ้านเลิฟก็เช่นกัน ทุกวันนี้ไม่มีอีกแล้ว ไม่มี "บ้านเลิฟ" อีกแล้วสำหรับฉัน
ฉันไม่อยากให้คำว่า "บ้านเลิฟ" ต้องมีมลทินเลย แต่ฉันไม่รู้ ฉันไม่สามารถทำได้
คนๆหนึ่งที่เป็นแค่ลูกบ้านธรรมดาจะทำอะไรได้ ได้แต่มองเห็นมันพังไปต่อหน้าต่อตา
ทุกวันนี้ ฉันยังคงออนไลน์เข้าบ้านเลิฟอยู่ มันเหมือนคนบ้าเลยล่ะ
เข้าไปทำไม เข้าไปออนไลน์อยู่คนเดียวทั้งบ้าน
นั่งอ่านข้อความเก่าๆ เม้นเก่าๆ โพสเก่าๆเพราะฉันคิดถึง พี่ เพื่อน น้อง ทุกคนไง
คุณว่าฉันบ้าใช่มั้ย? ฉันอาจจะเป็นแบบนั้นไปก็ได้
ฉันอาจจะเสียสติที่จมอยู่กับสิ่งที่รักมากๆ ทั้งๆที่มันไม่มีอีกแล้ว
เหมือนคนที่เสียสติเพราะเสียคนรัก สิ่งที่รัก ของที่รัก ฉันก็เหมือนกัน

สิ่งที่ฉันยังคงเหลือจากบ้านเลิฟตอนนี้ คือ "มิตรภาพ"
มิตรภาพที่ดีจากกลุ่มคนไม่กี่คน
คนอายุมากกว่า ที่ฉันเรียกว่า"พี่" เคารพ นับถือ ยกมือไว้
คนอายุเท่ากัน ที่ฉันเรียกว่า"เพื่อน" รักกัน ดูแลกัน  กอดคอกัน
คนอายุน้อยกว่า ที่ฉันเรียกว่า"น้อง" ห่วงใย คิดถึง และเฝ้ามองอนาคตที่ดีของพวกเขา

ทุกวันนี้ฉันเสียใจเสมอที่ฉันไม่สามารถรักษาบ้านเลิฟไว้ได้
และเสียใจยิ่งกว่าที่มีคนว่า "บ้านเลิฟ" ในทางที่ไม่ดี
"คุณ" คงไม่สะอึกหรอก ถ้ามีคนพูดว่า

"อ๋อบ้านเลิฟใช่มั้ย ก็มีแค่ "เว็บเดียว" นั่นแหละ ที่เป็น................(เอาเป็นว่า ว่าไม่ดีก็แล้วกัน)"
**น่าภูมิใจเนอะ**

แต่ฉันสะอึก เพราะเขาใช้คำว่า "บ้านเลิฟ" ในการต่อว่า ไม่ใช่ บ้าน ................ ของ "คุณ"
ทั้งๆที่ตอนนี้ไม่มี "บ้านเลิฟ" อีกแล้ว แต่กระนั้น ก็ยังมีคนบางคนสร้างรอยมลทินให้แก่มัน
บ้านที่ไม่ได้เกิดจากความรัก อย่าบังอาจใช้คำว่า "บ้านเลิฟ" เลย เพราะ "คุณ" ไม่ใช่

หลายคนเรียก บ้านเลิฟ บ้านเลิฟ ทั้งที่มัน "ไม่ใช่"
แต่ใครจะรู้ล่ะ ว่ามันไม่ใช่ "บ้านเลิฟ" อีกต่อไปแล้ว
"คุณ" ไม่ได้ "รัก" มัน แล้วยังจะกล้าใช้คำว่า "รัก" ของคนอื่นได้อย่างภาคภูมิ
"คุณ" ไม่แยแสหรอกว่าบ้านหลังนั้น จะชื่ออะไร ขอเพียงมี ผลประโยชน์ที่ดีงามรออยู่
แค่นั้นก็พอแล้ว สำหรับ "คนเห็นแก่ตัว" บางคน
คำว่า "บ้านเลิฟ" จึงเป็นเพียง "เครื่องหมายการค้า" เท่านั้นเอง สำหรับ "คุณ"
สำหรับคนที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อความรัก ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ความรักตอบแทน
สำหรับคนที่ไม่ได้ทำมันด้วยใจ ก็อย่าหวังจะได้ความจริงใจจากคนอื่น

นี่ก็เลยเดือน พฤศจิกายนมานานมากแล้ว แต่ฉันไม่เห็นว่า "บ้านเลิฟ" จะมีปัญหาอะไร
ฉันไม่ได้โง่เชื่อเรื่องหลอกเด็กที่ปั้นแต่งขึ้นมานั่นหรอก
เพราะหลายเว็บที่ใช้ ibpfree ก็ยังคงคึกคัก ให้เด็กๆทั้งหลายวิ่งเข้าออกอยู่อย่างไม่สะดุ้งสะเทือนใดๆ
ฉันรู้มานานแล้ว ว่าทำไม นิทานหลอกเด็กเรื่องนั้น จึงถูกปั้นแต่งขึ้นมาเป็นข้ออ้าง

ก็แค่คนที่ไม่คิดจะมีความจริงใจให้คนอื่น
แค่เรื่องจริง ก็ยังพูดไม่ได้ เพราะว่าอะไร ถ้าไม่มีอะไรแอบแฝงอยู่
ถ้าเอามันไปแล้ว ทำให้มันดีขึ้นไม่ได้ก็ไม่ได้ว่า
แต่ทำไมต้องทำให้มันแย่ลงด้วยล่ะ
ความสามารถมีแค่นี้เองหรอ?

สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้
ขอบคุณนะคะ คุณมีความอดทนนะเนี่ย อิอิ
มานั่งอ่านข้อความไร้สาระอะไรก็ไม่รู้ ที่ยัยเด็กเสียสติคนหนึ่งพล่ามเอาไว้


"ความรัก" งั้นหรอ? ไร้สาระเปล่าๆน่า มันคืออะไร?
กินได้รึเปล่า? มันทำเงินได้มั้ย?


หากคุณเป็นคนที่รักใครไม่เป็น คุณก็ไม่รู้หรอกว่า
อะไรคือ ความรัก และอะไรคือคำว่า "เลิฟ"


*ย้ำอีกครั้ง ข้อความดังกล่าวไม่ได้พาดพิงถึงใครทั้งนั้น หากแต่มันเป็นความรู้สึกของคนธรรมดาคนหนึ่งเคยมีชื่อต่อท้ายว่า LoveUSJ แค่นั้นเอง



Heelumos (13-Heelumos@LoveUSJ)

HBD to Kangin Oppa~~Oppa Fighting!!!

posted on 16 Jan 2010 23:45 by heelumos  in SuperJunior

Happy Birth Day to Kangin Oppa

เลยเบญจเพสแล้วนะ ข้ออ้างพวกนี้พอกันทีเนอะ
จากนี้ไปหมดทุกข์ หมดโศกซะที ทุกคนรอคอยพี่อยู่
อยากเจอหน้า อยากเห็นผลงาน อยากให้ออกสื่อแล้ว คิดถึง
บอกตรงๆคิดถึงมากๆๆ อยากเจอยิ่งกว่าเมนตัวเองอีก ฮ่าๆๆๆ

ปีใหม่ปีนี้ และวันเกิดพี่ปีนี้ ขอให้ทุกสิ่งที่มันไม่ดี พ้นๆไปจากตัวพี่ซะที
แล้วเปิดต้อนรับสิ่งดีๆใหม่ๆแทน
หวังว่า ทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และที่สำคัญ
หวังว่าพี่จะสำนึกได้แล้วว่า
ไม่ควรกินเหล้าถ้ารู้ตัวว่าจะขับรถ แต่ก๊งเวลาอื่นได้ตามอัธยาศัยนะ อิอิอิ

***กอดๆๆๆ***

ต่อให้พี่ทำผิดร้ายแรงกว่านี้เค้าก็ให้อภัยได้ เพราะ ว่าเค้ารัก Super Junior รัก สมาชิกของ Super Junior
เหตุผลที่ไม่มีใครเข้าใจ ก็เรื่องของคนอื่นสิ ฉันไม่ได้อยากให้ใครมาเข้าใจฉันนี่

นับจากนี้ไป พี่จะเจอแต่เรื่องดีๆ ฉันเชื่ออย่างนั้น

ร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

 

I hope to see you soon~~ Oppa Fighting!!!

edit @ 17 Jan 2010 02:38:47 by heelumos

[SF] Single room (Double room special)[WonHyuk]

posted on 03 Jan 2010 16:46 by heelumos  in Fiction

Title : Single room (Double room special)
Paring : WonHyuk
Author : Heelumos

****************************************************************************


อ่านภาคแรกก่อนนะคะ



“ฮยอก แจ เสร็จรึยัง สายแล้วนะ” ร่างสูงที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยืนส์สีดำส่งเสียง มาเป็นรอบที่เท่าไรไม่รู้ในเช้านี้ ขณะที่นั่งบนเตียงนุ่มมองอีกคนแต่งตัวอย่างร้อนรน

“เสร็จแล้วๆ เร่งอยู่ได้ โอ้ยย สูทฉัน..สูทฉันอยู่ไหนเนี่ย” ร่างเล็กที่รีบเร่ง วิ่งวุ่นวายไปรอบห้อง

“อยู่นั่นไง พาดอยู่บนเก้าอี้นั่นน่ะ” ร่างสูงตอบ ส่ายหน้าเบาๆอย่างเอ็นดู เป็นอย่างนี้ทุกวันสิน่า

“แฟ้มล่ะ”

“อยู่นี่”

“กระเป๋า”

“อยู่ นี่คร๊าบบบ แต่งตัวให้เสร็จเถอะ ทุกอย่างอยู่ที่ฉันหมดแล้ว” ร่างสูงพูดพรางลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินนำออกไปจากห้องเมื่อฮยอกแจสวมสูทเรียบร้อยแล้ว

“ทำอะไรกัน อยู่ลูก ทำไมวันนี้สายจัง” หญิงวัยกลางคนแต่ยังคงสวย อยู่ในชุดแซคเนื้อดีสีครีมทักขึ้น เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองคนเดินเข้ามาที่โต๊ะอาหาร

“ฮยอกแจตื่นสายครับ” / “ซีวอนไม่ปลุกครับ” สองเสียงประสานพร้อมกันเสียงดังจนนางหัวเราะออกมา

“เอาเถอะๆ สายแล้ว รับข้าวต้มมั้ยลูก” นางบอกปัดพรางโบกมือเรียวไปมา

“ไม่ ล่ะครับ สายแล้วไปเลยดีกว่าครับแม่ เจอกันตอนเย็นนะครับ..เร็วๆสิพ่อคนขับรถ” ร่างเล็กบอกลาพรางหอมแก้มมารดาซ้ายขวา ก่อนที่ท้ายประโยคจะหันมาสั่งซีวอน

“ครับ คุณนายยยย ไปก่อนนะครับคุณแม่” ตอบรับเสียงใส ก่อนจะหันมาเอ่ยลามารดาเพื่อน พร้อมโค้งให้อย่างอ่อนน้อม

.
.
.

วัน ที่ออกจากโรงพยาบาล มีเพียงคุณนายอีและฮีชอลเท่านั้นที่ไปรับฮยอกแจที่โรงพยาบาล ร่างเล็กได้ชวนซีวอนไปอยู่ด้วยกันที่บ้าน เพราะไม่ได้เจ็บป่วยอะไรจะอยู่ต่อทำไมให้เปลืองเงินทอง มารดาของฮยอกแจทราบเรื่องจากลูกชายก็เอ่ยชวนร่างสูงอย่างเป็นกันเอง ถึงจะเป็นเวลาเพียงห้าวัน แต่ดูแล้วทั้งสองคนก็ดูสนิทกันไม่น้อย ร่างสูงเองก็ดูเป็นคนดี มีสัมมาคารวะ อีกอย่างรุ่นพี่อย่างฮีชอลก็เห็นด้วย

‘บ้านเราไม่ได้ใหญ่โตอะไร ห้องนอนก็มีแค่สามห้อง เพราะฉะนั้นนายนอนกับฉันได้มั้ย’ ร่างเล็กหันมาถามเมื่อนึกขึ้นได้

‘มารบกวนขนาดนี้แล้ว เรื่องมากได้ด้วยหรอ’ ร่างสูงตอบกลับกลั้วหัวเราะ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากสองคนที่อยู่เบาะหน้าของรถได้ไม่น้อย

‘ห้อง นายหรอเนี่ย เรียบร้อยเกินไปรึเปล่าไม่เข้ากับหน้าตา’ เมื่อเข้ามาในห้องของฮยอกแจ ซีวอนก็เอ่ยแซวร่างเล็กพรางยักคิ้วให้อย่างกวนๆ

‘วันนี้พูดมากเหลือเกินนะ เดี๋ยวก็ให้ไปนอนที่สนามซะนี่’ ฮยอกแจหันมาส่งค้อนเมื่อเจอคำแซวนั้น

‘อ่า~~ ไม่แซวๆ ขี้งอนจริงๆ’ ร่างสูงหัวเราะเบาๆก่อนที่จะเก็บข้าวของเข้าที่เข้าทาง โดยมีฮยอกแจช่วยอีกแรง

.
.
.

ทันที ที่รถจอดเทียบหน้าบริษัทฮยอกแจก็กระโดดลงจากรถวิ่งตัวปลิวขึ้นไปสแกนลายนิ้ว มือ ซึ่งก็ทันเวลาอย่างฉิวเฉียด ก่อนที่วิ่งไปที่แผนกของตัวเองโดยปล่อยให้ซีวอนถือข้าวของทุกอย่างเดินตามมา เมื่อถึงแผนกก็เจอพี่ชายสุดสวยจอมโหดยืนดักรออยู่

“สายๆๆ นี่แน่!!!”

“โอ้ยยย พี่ฮีชอลเจ็บนะ”

โป๊ก! มะเหงกงามๆจากคนงามส่งมาประเคนให้รุ่นน้องสุดที่รัก เมื่อเจ้าตัวเยี่ยมหน้าเข้ามาในแผนกยังไม่ทันจะถึงโต๊ะทำงานดี ฮยอกแจเบ้หน้า มือน้อยลูบศีรษะกลมๆของตัวเองป้อยๆ พรางหันหน้าไปอ้อนพี่ชายอีกคนที่ส่งยิ้มเอ็นดูมาให้

“ไม่ต้องคิดจะ หันไปอ้อนอีทึกเลยนะ ถึงมันจะแก่กว่าฉัน ก็ช่วยแกไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นหัวหน้าแก!” แต่เจ้าแม่เห็นเข้าซะก่อนเลยหันมาแว๊ดเข้าให้

“ไม่สายนะ ปั๊มนิ้ว 8.29 น. สายตรงไหน” เสียงเล็กยังไม่วายอ้อมแอ้มเถียงออกมา

“เถียง หรอ!!” ฮีชอลเงื้อมือขึ้นทำท่าจะลงโทษฮยอกแจอีกรอบ เจ้าตัวเล็กเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งไปหลบหลังซีวอนพรางดันให้ร่างสูงเป็นเกราะ กำบังเพื่อเดินไปที่โต๊ะทำงาน

“เดี๋ยวนี้เขามีบอดี้การ์ดด้วย ท่าทางพี่ฮีชอลจะแกล้งไม่ได้ง่ายๆแล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ โอ้ยยยย เจ็บอ้ะ ตีหัวผมทำไม” ทงเฮเห็นท่าทางของฮยอกแจแล้วก็เอ่ยล้อขึ้นตามนิสัย ลืมดูไปว่าเจ้าแม่อยู่ใกล้แค่มือเอื้อม ส่งผลให้มืองามเปลี่ยนเป้าหมายจากหัวไก่มาเป็นหัวปลาแทน

“ตีฮยอกแจ ไม่ได้ ก็ตีแกแทนไง ทำงานไปเลย พูดมาก” แล้วเจ้าแม่ก็เดินเฉิดฉายไปยังโต๊ะของตัวเองที่อยู่ท้ายห้อง ทงเฮส่งสายตาอาฆาตไปให้ฮยอกแจ แล้วก็ได้การลอยหน้าลอยตากลับมาแทน

“กลับแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้มารับ”

“อื้อ..”

“แหม จะกลับแล้วหรอ อยู่ถึงเย็นเลยก็ได้ เดี๋ยวทนคิดถึงไม่ไหวนะ ฮิ้ววววววว”

ร่าง สูงเห็นว่าศึกสงบลงแล้วก็ขอตัวกลับ แต่ไม่วายโดนคนปากดีอย่างทงเฮเอ่ยแซวเหมือนทุกวัน คำแซวนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งแผนก และเสียงโวยวายจากฮยอกแจได้ไม่ยาก ส่วนซีวอนนั้นได้แต่ยิ้มบางๆตอบรับไปอย่างไม่ถือสา ก่อนกลับซีวอนไม่ลืมที่จะลาทุกคนและโค้งให้ฮีชอลกับอีทึกที่อายุมากกว่า อย่างมีมารยาท

สามสัปดาห์แล้วหลังจากที่ซีวอนย้ายไปอยู่บ้านฮยอกแจ เป็นอย่างนี้ทุกวันที่ร่างสูงจะมาส่งฮยอกแจ อยู่คุยเล่นทักทายกับเพื่อนๆสักพักก่อนที่จะกลับ และจะมารับร่างเล็กในตอนเย็น จนตอนนี้ร่างสูงก็สนิทกับเพื่อนๆของฮยอกแจไปด้วย บางวันตอนมารับร่างเล็ก ซีวอนก็จะมีขนมติดไม้ติดมือมาฝากทุกคน

ความเป็นคนง่ายๆไม่เรื่องมาก มีน้ำใจและมีสัมมาคารวะ ทำให้ซีวอนสอบผ่านเข้ากลุ่มของฮยอกแจได้อย่างง่ายดาย บางทีบางครั้งดูจะสนิทราวกับเรียนจบมาด้วยกันอย่างไรอย่างนั้น โดยเฉพาะกับโจวคยูฮยอน

เย็นวันนั้นหนุ่มๆอันประกอบไปด้วย คังอิน คิบอม และคยูฮยอนต่างชักแถวเดินมาที่แผนกของฮีชอลก่อนเวลาเลิกงานเล็กน้อย ทำให้ทั้งแผนกเสียงดังเป็นพิเศษ ซีวอนยิ้มเมื่อได้ยินเสียงที่ดังไม่เกรงใจใครเช่นอาทิตย์ที่แล้ว ก็วันนี้วันศุกร์นี่นา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าได้มีปาร์ตี้กันอีกแน่นอน

“อ้าว ซีวอนเพื่อนรัก มาแล้วหรอ ครบคนพอดีเลย ไปกันได้รึยังครับ” คยูฮยอนที่หันมาเห็นซีวอนเป็นคนแรก ก็รีบเดินมากอดคอทันที พร้อมกับเร่งให้เจ้าของแผนกที่พวกเขามาบุกรุกเลิกทำงานได้แล้ว

“ใครใช้ให้ไป งานยังไม่เสร็จเลย” เสียงเจ้าแม่ตะโกนแสกหน้าหล่อๆทั้งหลายขึ้นมา

“โถ่ เลิกทำงานได้แล้วน่า ไม่ได้เร่งอะไรสักหน่อย หมดเวลางานแล้ว ลุกได้แล้ว ลุกๆๆๆ” คังอินเดินจากโต๊ะอีทึกไปหาเพื่อนสนิทอีกคนของเขาพร้อมกับดึงแขนเรียวอย่าง ไม่ออมแรง

“โอ้ยยยย! ไอ้หมีบ้า เจ็บนะเว้ย” ฮีชอลหันมาแหวพร้อมกับฟาดเข้าให้ที่ต้นแขนแข็งแรงของคังอิน ที่ดูเหมือนว่าคนตัวใหญ่จะไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด

“ฮ่าๆๆ พอเลยนายสองคนเนี่ย ไปๆๆ เลิกทำงานแล้วก็ได้” อีทึกเมื่อเห็นมวยคู่เอกเริ่มจะเดินสู่กลางเวทีก็รีบเคาะระฆังห้ามศึกซะก่อน ที่จะไม่ได้ไปเที่ยว

“แค่นั้นแหละ เย้!!” เป็นเสียงทงเฮอีกเช่นเคยที่บ่งบอกถึงความขยันของตัวเองเป็นอย่างดี

.
.
.

กลุ่ม คนกลุ่มใหญ่(มาก)ที่ประกอบไปด้วย ฮีชอล คังอิน อีทึก ซีวอน ฮยอกแจ คิบอม ทงเฮ ซองมิน และคยูฮยอนเดินเคลื่อนพลเข้าสู่ร้านประจำของกลุ่มตั้งแต่สมัยเรียน

พอ มาถึงคยูฮยอน คิบอม และคังอินก็ไม่รอช้า ทำหน้าที่ทันที คยูฮยอนเดินไปที่โต๊ะประจำแล้วนั่งลงโดยไม่สนใจว่าจะมีใครนั่งอยู่ก่อนหรือ เปล่า คิบอมเดินไปหาชินดงซึ่งเป็นผู้จัดการร้านแล้วส่งยิ้มให้เป็นอันรู้กัน ส่วนคังอินเดินไปที่เคาเตอร์แล้วพูดว่า “มาแล้ว”

ภายในหนึ่งนาที ทั้ง 9 คนก็เริ่มจิบน้ำสีสวยที่ผสมแอลกอฮอล์ ความเข้มข้นจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ว่าน้ำเหล่านั้นจะลงไปนอนอยู่ในแก้วของ ใคร มีเพียงฮยอกแจกับทงเฮที่อื่มโซดาเปล่าๆอย่างทุกที

“ซีวอน เข้มอีกก็ได้ อีกหน่อย อีก อีก..” เมื่อเวลาผ่านไป เสียงคยูฮยอนที่เริ่มอ้อแอ้นิดๆก็โวยวายอย่างขัดใจ เมื่อเห็นซีวอนผสมเหล้าในแก้วของตัวเองบางๆมาตลอด

“ไม่ได้หรอก ฉันต้องขับรถ” ซีวอนหันมาบอกคยูฮยอนแล้วก็หันไปเทโซดา คยูฮยอนขัดใจเลยเทเหล้าที่วางอยู่ลงในแก้วซีวอนอีก

“เฮ้ยๆๆ พอแล้วโว้ย พอ!” ซีวอนรีบปัดขวดเหล้าแล้วยกแก้วขึ้น ส่งผลให้เหล้าหกออกมาส่วนนึง

“เฮ้ยๆ ไอ้พวกนี้ เปลืองเว้ย เล่นอะไรเนี่ย” คังอินที่หวงเหล้ายิ่งกว่าชีวิตรีบแย่งขวดเหล้าในมือคยูฮยอนมาตั้งที่โต๊ะ

ซี วอนบอกคยูฮยอนดุๆ แต่อย่างที่รู้กันว่าไม่ได้ถือสาอะไร แล้วก็ส่ายศีรษะเบาๆ ฮยอกแจที่ไม่รู้อะไรก็นึกว่าเพื่อนจะทะเลาะกันเลยแย่งแก้วในมือซีวอนมาเอง

“ไม่เอาน่า ฉันกินให้ก็ได้” ว่าแล้วก็ยกแก้วเหล้านั้นขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว จนซีวอนที่อึ้งอยู่ห้ามไม่ทัน

แต่ แล้วก็ต้องรีบดึงแก้วนั้นออกจากปากบางของตัวเอง เมื่อรสชาติมันขมจนแค่ใช้ปลายลิ้นสัมผัสก็ยังกลั้นใจทำได้ยาก ซีวอนเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วแย่งแก้วของตัวเองคืน

“กินไม่ได้ ก็อย่าปากเก่งสิ” ร่างสูงว่าก่อนที่จะยกแก้วเหล้านั้นขึ้นจิบ แต่ยังไม่ทันจะถึงริมฝีปาก ก็ถูกฮยอกแจดึงกลับไปอีกครั้ง

“ทำไมฉันจะกินไม่ได้!” เมื่อถูกท้าทาย คิดหรอว่าคนอย่างอีฮยอกแจจะยอมแพ้ ฝันไปเถอะ!

“เก่ง นักก็กินสิ เอาเลย กินเข้าไปให้หมดแก้วเลยนะ” เป็นเสียงจากหัวโต๊ะที่นั่งมองเหตุการณ์นั้นอย่างขำๆ ฮีชอลรู้ว่าคนอย่างอีฮยอกแจ ฆ่าได้หยามไม่ได้

ทุกคนในโต๊ะเห็นฮีชอล เอ่ยท้าฮยอกแจก็รีบส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ ทุกคนรู้ว่าฮยอกแจดื่มเหล้าไม่ได้ ไม่ชอบไม่แตะ ที่สำคัญคออ่อนมากๆ ทุกคนยังจำภาพงานฉลองจบการศึกษาได้ดีว่าฮยอกแจหมดสภาพขนาดไหน

เสียง เชียร์และเสียงดูถูกระงมไปทั่วทั้งโต๊ะ จนฮยอกแจโมโห แล้วที่แรงโมโหมันเพิ่มเป็นเท่าตัวก็เพราะคนตัวโตข้างๆเขานี่แหละ ทั้งห้ามทั้งดึงแก้วออกจากมือเขา แบบนี้คิดว่าเขาไม่กล้าละสิ ฝันไปเถอะ เดี๋ยวจะกินให้ดู

คิดได้ดังนั้น ฮยอกแจก็ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ซีวอนมองอย่างเป็นห่วงเมื่อร่างเล็กค่อยๆยกแก้วนั้นสัมผัสริมฝีปาก หลับตาปี๋พรางกลั้นหายใจค่อยๆจิบเหล้าอย่างช้าๆ

“ทีเดียวเลยดิวะ โห เหล้านะไม่ใช่ยาหอม ไม่บีบจมูกกินเลยล่ะ ฮ่าๆๆๆ” ทงเฮโวยวายขึ้นมาเมื่อเพื่อนเขาดื่มไม่ทันใจ

“ลองมากินเองมั้ย ไอ้ปลาเน่า” ฮยอกแจโวยวายกลับทันทีกับคำดูถูกของเพื่อน

“เอ่อน่า กินเร็วๆ ไม่หมดไม่ใช่ลูกผู้ชาย” คยูฮยอนรีบพูดตัดบทเพราะเขาอยากเห็นฮยอกแจหมดสภาพเร็วๆ

ทันที ที่ร่างเล็กฝืนกลืนเหล้าแก้วนั้นจนหมด ก็ยักคิ้วให้ทุกคนรอบวง แล้วก็นั่งกระแทกตัวลงที่โซฟาอย่างอวดดี ก่อนจะยิ้มโปรยส่งไปให้คนรอบโต๊ะ ฮ่าๆๆๆ ฮยอกแจเก่งจะตาย เห็นไหม

“อีกไม่ถึง 10 นาที จับเวลาได้เลย” ซองพูดขึ้นพร้อมหันไปทางหัวโต๊ะ แต่คนอื่นยกเว้นฮยอกแจก็ได้ยินกันหมด เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนเพลงพอดี

“ทำไมหรอ” ซีวอนถามคยูฮยอน แต่ก็ได้รอยยิ้มกวนประสาทเป็นคำตอบ จึงหันไปมองหน้าคิบอมเพื่อคาดคั้นคำตอบจากอีกคนแทน

“ก็..เดี๋ยวนายก็ได้เห็น” คำตอบของคนพูดน้อยก็สั้นแค่นี้แหละ อิอิ

.
.
.

“ง่วงแล้ว! ง่วงโว้ยยยยยยยยยย” จู่ๆ เสียงเล็กโวยวายขึ้นมาหลังจากที่นั่งเงียบมาตั้งนาน

“ง่วง หรอ กลับบ้านมั้ย” ซีวอนหันไปถามคนข้างๆอย่างเห็นห่วง เพราะท่าทางที่เหมือนจะเมาเรียบร้อยอยู่เมื่อกี้ กลับกลายเป็นเมาโวยวายซะแทน

“คราย..ครายบอกจา..กลับ ครายจา..กลับก็กลับเด้! จา..นอนนนนน” ฮยอกแจหันมาบอกซีวอนแล้วก็ลุกขึ้นเดินโซเซไปหาอีทึก ไหนว่าจะนอนไง

“แม่ จ๋า.. กอดดดดดดดดดดดดดดด” ว่าจบก็ทรุดลงนั่งกับพื้นพร้อมกับซบตักกอดอีทึก ซึ่งอีทึกก็กอดศีรษะเล็กนั้นอย่างเอ็นดู เรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งโต๊ะได้ดี เวลาเมา ฮยอกแจรั่ว..ใครๆก็รู้

“พ่อจ๋า.. กอดดดดดดดดดดดดดดดดด” แล้วก็ย้ายหัวเล็กๆของตัวเองจากตักอีทึกมาเป็นตักคังอินที่อยู่ข้างๆแทน

“เออ.. กอดแล้ว ไปกอดแม่ทูนหัวโน่นไป๊” คังอินกอดตอบไปเช่นกันพร้อมขำกับท่าทางของรุ่นน้อง แล้วรีบโยนไปให้ฮีชอลที่นั่งถัดจากอีทึกไปอีกที

“ม่ายอาววว เดี๋ยวโดนถีบบบบบบ” เสียงเล็กลากยาวพร้อมกับส่ายหัวถูไถไปกับตักคุณพ่อ(?) อย่างน่ารัก

แต่ในสายตาฮีชอล อย่าสร่างนะ ไอ้ลูกชายทูนหัวววววว ได้โดนถีบของจริงแน่!

“เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเลยหรอ” ซีวอนมองภาพที่กึ่งน่ารัก กึ่งน่าถีบนั้นอย่างนึกขำ ทำไมมันหมดสภาพแบบนี้ล่ะ

“ทุก ครั้งที่ถูกยุให้กินเหล้านั่นแหละ ไม่ได้บ่อยหรอก ตั้งแต่เรียนมาด้วยกัน ครั้งนี้ก็ครั้งที่สี่ เลยชินแล้ว ฮ่าๆๆ” คยูฮยอนตอบ แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “นี่ซีวอน ถามอะไรหน่อยสิ

“ว่ามาสิ” ซีวอนตอบรับทั้งๆที่สายตายังไม่ถอนมาจากภาพของฮยอกแจ

“นาย..ชอบฮยอกแจมั้ย” คยูฮยอนถาม ไม่ได้แววขี้เล่นหลงเหลือในดวงตาเจ้าเล่ห์นั้นอีก

คำ ถามตรงไปตรงมานั้น เรียกให้คิบอมหยุดมองฮยอกแจแล้วหันกลับมาตั้งใจฟังทั้งสองคนคุยกัน ซีวอนได้แต่อึ้งกับคำถามที่ไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ ชอบมั้ยหรอ เขาก็ไม่เคยถามตัวเองแฮะ

“ฮยอกแจน่ะ เป็นเพื่อนที่พวกเรารักที่สุด ห่วงที่สุด แม้กระทั่งพี่ทั้งสามคนนั่นก็รักเหมือนน้องแท้ๆ พวกเราแค่เป็นห่วงเจ้านั่นน่ะ ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากนะ” คิบอมอธิบายพร้อมกับเอื้อมมือข้ามคยูฮยอนมาตบที่ไหล่หนาของซีวอนเบาๆ

“ฉัน..ไม่ได้คิดมากหรอก แค่..ยังไม่เคยถามตัวเองเหมือนกัน..เท่านั้นเอง” ซีวอนตอบหลังจากที่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง

“ลอง คิดดูก็ดีนะ” เสียงที่สี่โผล่ขึ้นมาเหนือศีรษะพร้อมกับแรงตบเบาๆที่ไหล่ของซีวอน ทำให้ทั้งสามคนสะดุ้งไม่น้อย รีบเงยหน้าขึ้นไปมองก็เจอรอยยิ้มอบอุ่นจากฮีชอล

.
.
.

กว่า จะกลับถึงบ้านก็เกือบตีสองแล้ว ซีวอนค่อยๆวางฮยอกแจลงบนที่นอนนุ่มอย่างแผ่วเบา หลังจากที่ร่างเล็กแผลงฤทธิ์ได้ที่แล้ว ก็หมดสภาพนอนหลับอยู่ที่ตักของอีทึกนั่นแหละ เดือดร้อนคังอินต้องย้ายร่างบางๆนั่นมาวางไว้ที่โซฟาตามเดิม

ซีวอน ที่เห็นว่าท่านอนนั้นคงจะทำให้ฮยอกแจเมื่อยไม่น้อย จึงยกศีรษะเล็กมาวางบนตักตัวเอง ภาพนั้นเรียกรอยยิ้มจากคนทั้งโต๊ะได้เป็นอย่างดี เมื่อซีวอนเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนทั้งโต๊ะก็ถึงกับหลบสายตาแทบไม่ทัน เสทำเป็นหยิบแก้วเหล้าขึ้นจิบแล้วชวนคยูฮยอนคุยต่อ

หลังจากที่เช็ด ตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ฮยอกแจเรียบร้อยแล้ว ซีวอนจึงจัดการธุระส่วนตัวของตัวเองบ้าง ร่างสูงอาบน้ำไปพรางคิดเรื่องที่คยูฮยอนกับคิบอมถามวันนี้

เขา..ชอบฮยอกแจรึเปล่านะ แล้ว..ฮยอกแจล่ะชอบเขารึเปล่า

.
.
.

“นี่.. ฮยอกแจ..” ซีวอนที่อยู่ในชุดสะอาดต้อนรับเช้าวันใหม่ เดินมาปลุกคนขี้เซาที่ทำท่าว่าวันนี้จะขี้เซากว่าเดิมหลายเท่านัก

“อือ..” คนขี้เซาตอบรับอย่างรำคาญพร้อมกลับเอาผ้านวมผืนหนาคลุมศีรษะเสียจนมิดพรางขดให้แน่น

“ฮยอกแจ! ตื่น!!!” คนปลุกตะโกนลั่นห้อง แถมยังคลำหาปลายผ้าห่มเพื่อแกะพ่อตัวดีออกมาจากโปงนั่น

“อื้อ!!” คนขี้เซาตอบรับเสียงดังออกมาเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ยอมขยับออกมา

“ฮยอกแจ!!! ตื่นเดี๋ยวนี้!!!”

พรึบ!!

“หวา!!”

เมื่อ หาปลายผ้าห่มได้ ซีวอนก็กระตุกอย่างแรง เป็นผลให้ผ้านวมผืนหนาย้ายจากการห่อหุ้มร่างบอบบางบนเตียง มาอยู่ในอ้อมแขนของเขาแทน ฮยอกแจกลิ้งอย่างรวดเร็วไปยังทิศตรงข้ามกับผ้าห่มแล้วตกลงไปข้างเตียงเสียง ดัง

ตุบ!!

“โอ้ย!! เจ็บนะ!!” ร้องเสียงแหลมก่อนที่จะลุกขึ้นมายืนเท้าเอว หน้างอใส่คนปลุกทั้งๆที่ยังลืมตาไม่เต็มที่

เมื่อ เห็นว่าซีวอนไม่สนใจแถมยังพับผ้าห่มหน้าตาเฉย ฮยอกแจจึงกระโดดไปนั่งทับผ้าห่มที่ร่างสูงกำลังพับอยู่ กอดอกทำหน้าตาไม่พอใจ พร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปเสียจนจะชิดกับหน้าของร่างสูงที่กำลังก้มลงมาพับผ้า ห่ม
ซีวอนตาโตขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

“เข้ามาใกล้ทำไมขนาดนี้!” ร่างสูงยืดตัวขึ้นพร้อมกลับถอยหลังไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อว่า

“เจ็บ!!” ฮยอกแจแผดเสียง

ซีวอนส่ายหน้าแล้วเดินไปหยิบแก้วมัคใบหนาที่มีควันสีขาวหอมกรุ่นลอยอยู่จางๆมาส่งให้ “อ่ะ ดื่มซะสิ”

“ไม่เอาอ่ะ ขม” ฮยอกแจส่ายหน้าหวือ เมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นหอมนั้น คือกลิ่นของกาแฟดำ

“ทีดื่มเหล้าล่ะ ไม่ขม” ซีวอนว่ายิ้มๆ

“ก็..” ฮยอกแจตั้งถ้าจะเถียงแต่ถูกร่างสูงขัดขึ้นซะก่อน

“อย่าเถียงแล้วดื่มซะ จะได้หายปวดหัว”

“ไม่หายหรอก กาแฟนะไม่ใช่ยา” ร่างเล็กยังรั้นจะเถียงไม่เลิก

“งั้นตามใจ” ซีวอนว่าก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป แต่ไม่วายที่จะวางแก้วเอาไว้บนโต๊ะ ฮยอกแจเห็นแบบนั้นก็เกิดอาการงงไม่น้อย

ไม่ ต้องคิดต่อ ร่างเล็กวิ่งพรวดลงจากเตียงไปที่ประตูห้อง โดยคว้าแก้วกาแฟร้อนนั้นมาด้วย แต่ด้วยความรีบร้อน กาแฟจึงกระฉอกโดนมือบางเข้า เป็นผลให้มือบางปล่อยแก้วกาแฟออกโดยอัตโนมัติ ร่างเล็กร้องลั่น

“โอ้ย!!”

เพล้ง!!

“ฮยอกแจ!!” ซีวอนได้ยินเสียงก็รีบหันมามอง เมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ก็รีบวิ่งมาดูเมื่อเห็นว่ามือบางนั้นเห่อแดงเพราะถูกลวกด้วยกาแฟร้อน ร่างสูงจึงรีบพาฮยอกแจไปทำแผลก่อน

“ไปทำแผลก่อน แก้วนี่เดี๋ยวฉันเก็บเอง”

ซี วอนบอกให้ฮยอกแจไปรอที่เตียง ก่อนที่ร่างสูงจะกลับมาพร้อมกับยาบรรเทาอาการแสบร้อน ซีวอนค่อยๆบีบครีมเย็นออกมาจากหลอดยา แล้วบรรจงทาลงบนมือบางที่แดงขึ้นกว่าเก่า ขณะที่ทายาอยู่ฮยอกแจก็เอ่ยถาม

“เมื่อกี้โกรธหรอ”

“เปล่านี่” ซีวอนชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ

“แล้วจะออกไปไหน” ร่างเล็กยังถามต่อ เพราะสงสัยในท่าทีก่อนหน้านี้ของซีวอน

“........” ร่างสูงไม่ตอบ แต่มือก็ยังคงทางยาให้ฮยอกแจต่อ

“ซีวอน..” เมื่อเห็นว่าซีวอนไม่ตอบ ฮยอกแจจึงเรียกร่างสูงอีกที

“ฉันจะกลับอังกฤษพรุ่งนี้นะ” จู่ๆ ซีวอนก็เอ่ยเปลี่ยนประเด็นของบทสนทนานั้น ทั้งๆที่ยังก้มหน้าทายาอยู่

“หา!?” ฮยอกแจตกใจที่ได้ยิน พยายามชักมือกลับแต่ซีวอนจับข้อมือบางไว้แน่น

“ฉัน บอกว่า..ฉันจะกลับอังกฤษพรุ่งนี้ ทิ้งงานมานานแล้ว” เมื่อร่างสูงเห็นปฏิกิริยาของร่างเล็ก จึงเอ่ยซ้ำอีกรอบโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเหมือนเดิม

“อ๋อ..เอ่อ.. ทำไมเพิ่งบอกล่ะ” ฮยอกแจไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงเอ่ยถามออกไปทั้งๆที่ยังคงไม่เข้าใจ

“ก็เพิ่งตัดสินใจ ทำไมหรอ” ซีวอนเอ่ย ทั้งๆที่ยังคงมองมือบางของฮยอกแจอยู่ แม้ว่าตอนนี้ยาจะซึมเข้าผิวบางจนหมดแล้ว

“เปล่า..” ฮยอกแจตอบแผ่วเบา

“เสร็จ แล้ว” ร่างสูงเอ่ยขึ้น เป็นครั้งแรกที่ซีวอนเงยหน้าขึ้นมามองฮยอกแจตั้งแต่เริ่มทางยา เพียงนิดเดียวเท่านั้นก่อนที่จะก้มลงปิดฝาหลอดยานั้น

“อืม..ขอบใจ” ฮยอกแจตอบกลับโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงแม้แต่น้อย

“ไปกินข้าวกันเถอะ” ซีวอนว่าพร้อมกับส่งมือของตัวเองยื่นมาแบไว้ตรงหน้าร่างเล็ก เพื่อรอรับฮยอกแจไปด้วยกัน ทว่าร่างเล็กกลับปฏิเสธ

“นาย ลงไปกินก่อนเถอะ ฉันยังไม่หิว” ตอบเสร็จฮยอกแจก็หยิบผ้าห่มที่ร่างสูงพับค้างไว้ขึ้นมาคลุมร่างและศีรษะของ ตัวเอง ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน

ซีวอนมองภาพนั้นแล้วรู้สึกแปลกๆ มันเจ็บๆที่อกอย่างประหลาด มันคือความรู้สึกที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน เขารักฮยอกแจหรอ หรือว่าเขาแค่เป็นห่วงกัน ร่างสูงค่อยๆนั่งลงข้างๆร่างใต้ผ้าห่มนั้น ก่อนจะยกมือขึ้นวางลงไปบนตำแหน่งที่เดาได้ว่าคือศีรษะของร่างเล็ก

ฮยอก แจคลุมโปงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา นัยน์ตารีเรียวไหวระริก หยดน้ำใสคลออยู่ที่นัยน์ตาแต่ไม่ได้ไหลลงมา ฮยอกแจรู้สึกแปลกใจ เขาเจ็บจี๊ดๆที่อกข้างซ้าย แต่ไม่รู้ว่าอาการที่เป็นอยู่นี่ เกิดจากความรู้สึกใด ก่อนที่จะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ความรู้สึกยุบตัวของที่นอนข้างกาย ซ้ำยังน้ำหนักที่กดลงบนศีรษะนั้น ทำให้ความคิดทั้งหมดหยุดลง

ฮยอกแจค่อยๆเปิดผ้าห่มหนาออกก็พบกับ นัยน์ตาคมที่ทอดมองอยู่ก่อนแล้วพอดี ซีวอนเองก็ชักมือกลับเช่นกันก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนข้างๆร่างบางนั้น สองแขนแกร่งสอดรองใต้ศีรษะก่อนจะหันไปมองสบกับตาเรียวที่มองอยู่อย่างไม่ เข้าใจในการกระทำของร่างสูง

“เมื่อวาน คยูฮยอนถามฉันว่า..” ซีวอนเอ่ยขึ้นช้าๆ

“ว่า..” ฮยอกแจพูดขึ้นเมื่อเห็นร่างสูงเงียบไป

ซีวอนสูดลมหายใจลึกๆก่อนจะเอ่ย “ฉัน..ชอบนายรึเปล่า”

ใบ หน้าของทั้งคู่ขึ้นสีเล็กน้อยก่อนที่ทั้งคู่จะเสมองไปคนละทาง ต่างคนต่างเงียบ เมื่อคำบอกว่าเล่าถูกเอ่ยขึ้นมา ต่างคนต่างทำตัวไม่ถูก ซีวอนรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่บอกเรื่องนี้แก่ฮยอกแจ แต่เขาเองก็ไม่อยากปิดบัง

“เพราะอย่างนี้รึเปล่า นายถึงจะกลับอังกฤษ” เป็นฮยอกแจที่ทนความอึดอัดไม่ไหว ร่างเล็กจึงเอ่ยถามขึ้น ทั้งที่ยังมองไปยังจุดเดิมโดยไม่หันกลับมามองคนข้างๆ

“ก็มีส่วน..” ซีวอนตอบกลับแผ่วเบา โดยไม่หันกลับมามองฮยอกแจเช่นกัน

“ถ้า..เพื่อนฉันทำให้นายอึดอัด ฉันต้องขอโทษแทนเพื่อนฉันด้วย ที่ทำให้นายไม่พอใจ ฉันคิดว่าคยูฮยอนคงเข้าใจผิ..ด..”

“เปล่า” ซีวอนเอ่ยขัดเมื่อได้ยินฮยอกแจเอ่ยเช่นนั้น เขารู้ว่าร่างเล็กเสียใจไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากความรู้สึกของเขากับร่างบาง เอง หรือความรู้สึกของเขาที่เกิดจากคำพูดของคยูฮยอนก็ตามที

“ฉันเอง ..ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชอบนายรึเปล่า ฉันรู้แค่ว่า..ฉันรู้สึกดี ดีจริงๆเวลาที่ได้อยู่กับนาย เวลาที่ได้คุยกับนาย..ชีวิตฉัน..ตั้งแต่มีนายเข้ามา..มันมีความหมายขึ้นเยอะ เลยนะ ฉันเองก็ไม่รู้ว่า..ฉันชอบนายแบบไหน ฉัน..ไม่รู้จริงๆ..ขอโทษด้วยนะฮยอกแจ” ร่างสูงเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองขึ้นไปบนเพดานสีขาวสะอาด

“ไม่เห็นจะต้องขอโทษ” ฮยอกแจเอ่ยตอบ ซีวอนหันมามองร่างเล็กอย่างรวดเร็ว ก็พบกับรอยยิ้มบางแต่ว่าอบอุ่น

“นาย..”

“เพราะฉันเอง..ก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน แล้ว..ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าอะไร” ฮยอกแจเอ่ย

“ฮยอกแจ..”

“ก็ แค่รู้สึกดีๆ..มันก็ดีแล้วนี่ ไม่เห็นจะต้องไปอยากรู้เลย ว่ามันเรียกว่าอะไร ปวดหัวเปล่าๆ ไปกินข้าวเหอะ” พูดจบก็เด้งตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่วายคว้าข้อมือหนาให้ลุกขึ้นไปด้วยกัน

“แล้ว..นายไม่อยากรู้หรอ..ว่าทำไม..พอคยูฮยอนถามเรื่องนาย แล้วฉันถึงจะกลับอังกฤษ”

ฮยอกแจหันกลับมามองซีวอนพร้อมกับก้มลงมา จนใบหน้าใสเกือบจะชิดกับใบหน้าคมอีกครั้ง ยกยิ้มหวานน่ารักก่อนจะเอ่ย “อยากรู้”

ซีวอนถอยหลังไปนิดนึงอย่างรู้ทันในความขี้แกล้งของคนตัวเล็ก “ยื่นมาใกล้อีกแล้วนะ แล้วทำไมไม่ถามล่ะ”

ฮยอกแจได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะเสียงใส ก่อนจะยืดตัวเต็มความสูง “ฮ่าๆๆ..ว้า..รู้ทันอีกแล้ว น่าเบื่อจัง”

ร่างเล็กของคนขี้แกล้งหมุนตัวกลับก่อนที่จะเดินกึ่งกระโดดไปที่ประตูห้อง ซีวอนเห็นดังนั้นจึงตะโกนถามออกไปอย่างอยากรู้คำตอบ

“นี่!!..ยังไม่ตอบเลย ทำไมไม่ถามล่ะ!!”

“เดี๋ยวนายอยากบอก ก็บอกเองแหละน่า!!” แล้วเสียงใสก็ตะโกนกลับมาเป็นคำตอบ

.
.
.

“ทำไมกะทันหันจัง เคลียร์คิวแทบไม่ทันแน่ะ” ฮีชอลบ่นอุบ เมื่อยืนส่งซีวอนที่สนามบิน

“หนุ่มเยอะว่างั้น” คังอินเอ่ยแซว ฮีชอลแว๊ดตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

“ไอ้อ้วนนี่ หมายถึงว่าฉันเตรียมตัวไม่ทันเว้ย”

“อ้าวววว แล้วบอกว่าคิววววว” คิงอินแกล้งลากเสียงยาว ฮีชอลได้ยินก็เงื้อมือขึ้นเตรียมทำร้ายเพื่อน แต่อีทึกเคาะระฆังหมดยกซะก่อน

“นี่ๆ พอได้แล้วทั้งสองคน วันนี้มาส่งน้องนะ ทะเลาะกันเป็นเด็กๆอย่างนั้นแหละ”

“ขอบ คุณพี่ทั้งสามคนที่มาส่งผมนะครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับที่รบกวน ความจริงถ้าพี่ไม่ว่างไม่ต้องมาก็ได้นะ” ซีวอนเอ่ยขึ้น ก่อนที่จะโค้งให้กับฮีชอล คังอินและอีทึก

“ไม่มาได้ไงคนสำคัญของลูก ชายทูนหัวทั้งที” ว่าแล้วก็ส่งคิ้วล้อเลียนไปให้น้องชายตัวบางได้งอนเล่น แต่ผิดคาด เพราะเจ้าตัวดียิ้มโชว์เหงือกสวยส่งกลับมาให้ เอ๊ะ หรือมันจะยอมรับความจริงแล้ว เฮ้ย! เมื่อไรเนี่ย ฉันตกข่าวได้ไง

“ไม่ มีปฏิเสธซะด้วย ฮิ้ววววววววววววว มันมีซัมติงเว้ยเฮ้ยยย” เสียงใสของเจ้าปลาตัวดีเอ่ยขึ้นพร้อมกับคยูฮยอนที่ส่งเสียงเป็นลูกคู่มาด้วย

“แบบนี้เขาเรียก เอฟเวอรี่ติงมากกว่า ทงเฮ ฮ่าๆๆๆๆ”

แทน ที่จะมีเสียงโวยวายกลับตามตามเคย ฮยอกแจก็ยังคงยิ้มร่าโชว์เหงือกและฟันที่มีสุขภาพดีต่อไป จนคังอินทนความหมั่นไส้ของตัวเองไม่ไหว เดินเข้าไปยกเท้าใหญ่ขนาดสี่สิบห้าทำท่าจะประเคนให้น้องชายตัวดี แต่ไม่ทันจะได้ถีบ คนเคาะระฆังคงเดิมก็ห้ามทัพซะก่อนเหมือนเคย

“ไม่เอาน่า..คังอิน นี่สนามบินนะ” อีทึกรีบดึงข้อมือลูกชายให้มายืนข้างหลังตัวเองทันที

“โหย ยย ช่วยมันทุกทีอ่ะที่รัก” คังอินทำเสียงอ่อนเสียงหวาน แต่อีทึกส่ายหน้า คังอินทำอะไรไม่ได้ จึงบ่นกระปอดกระแปดไปเรื่อย ก่อนที่จะชี้หน้าเจ้าตัวดีที่แลบลิ้นปลิ้นใส่คุณพ่อโดยที่มีคุณแม่เป็นกำบัง

เมื่อ ซีวอนร่ำลากับทุกคนครบหมดแล้ว ก็พอดีกลับที่เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารให้เตรียมพร้อมเดินทาง ซีวอนจึงเอ่ยลาทุกคนอีกครั้งก่อนที่จะมาถึงฮยอกแจเป็นคนสุดท้าย เรียกเสียงแซวจากเพื่อนๆได้อีกระลอกหนึ่ง ก่อนที่อีทึกจะห้ามเพราะเห็นว่าจวนแก่เวลามากแล้ว

“โทรมาด้วย” ฮยอกแจพูดเสียงหวน แต่ใบหน้าใสกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“รู้แล้ว อย่าตื่นสายล่ะ ขับรถไปทำงานดีๆนะ” ซีวอนเอ่ยยิ้มๆ

“กลับมาเมื่อไรบอกด้วย จะมารับ”

“อืม บอกอยู่แล้ว ไม่งั้นจะไปนอนไหนล่ะ”

คำ ลาบ๊องๆนั่น เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนได้ไม่น้อย แต่ก็น่ารักไปอีกแบบ แม้แต่ทงเฮกับคยูฮยอนยังไม่กล้าที่จะเอ่ยแซว หรืออาจเป็นเพราะมีคิบอมกับซองมินคอยขนาบอยู่ก็เป็นได้

ฮยอกแจเดิน เข้าไปจนใกล้ร่างสูงก่อนที่จะเขย่งตัวขึ้น เป็นครั้งแรกที่ซีวอนไม่หลบ ซ้ำยังก้มตัวลงมาหาร่างเล็กอีกต่างหาก ฮยอกแจเอ่ยเบาๆอย่างรวดเร็ว

“กอดทีดิ”

แต่ ถึงอย่างนั้นซีวอนก็ได้ยิน ร่างสูงยกแขนขึ้นโอบเอวบางก่อนที่จะกระชับอ้อมกอดนั้นให้แน่นขึ้น แขนเล็กยกขึ้นวางรอบเอวหนากระชับแน่นไม่ต่างกัน ใบหน้าคมและใบหน้าใสแนบชิดกันก่อนที่จะก้มลงพิงไหล่ซึ่งกันและกัน เวลาผ่านไปเพียงอึดใจ ทั้งสองร่างก็ผละออกจากกัน

ซีวอนล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างเก้อเขินก่อนจะเอ่ยขึ้น “รอนะ จะกลับมาหาบ่อยๆ”

ฮยอกแจเอามือไขว้หลังอย่างเขินอายไม่แพ้กัน “อืม..จะรอ”

ซี วอนหมุนตัวกลับเพื่อเดินเข้าไปในห้องผู้โดยสารขาออก พร้อมกันกับที่ฮยอกแจเดินมาหากลุ่มเพื่อนที่ยืนรออยู่ ร่างบางส่งยิ้มจนตาหยีให้เพื่อนๆ ก่อนที่จะเดินนำหน้ากลุ่มเพื่อออกจากสนามบิน

“เก่งจังไม่ร้องสักแอะ” ทงเฮเอ่ยแซวทันทีทั้งที่เพิ่งเดินออกมาไม่ทันไร

“ร้องทำไม ไม่เห็นมีอะไรน่าร้อง” ฮยอกแจเอ่ยตอบพร้อมกับรอยยิ้มทั้งใบหน้าและดวงตา

“คบกันแล้วว่างั้น” คยูฮยอนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์

“อ้าว ก็คบกันมาตั้งนานแล้ว เป็นเดือนแล้วเนี่ย” ฮยอกแจเงยหน้าตอบ

“อะไรกัน จริงดิ ไม่เป็นเคยบอกเลย” ซองมินอดไม่ได้ที่จะร่วมถามด้วย

“ทำไม ต้องบอกล่ะ พวกนายก็รูอยู่แล้ว ก็อยู่ด้วยกันทุกวัน ก็ต้องคบกันแล้วดิ เหมือนฉันกับนายไงอยู่ด้วยกันทุกวัน คบกันมาทั้งแต่ปีหนึ่ง” ฮยอกแจว่าพรางกอดคอซองมินแล้วก็หอมแก้ม ร้อนจนถึงคยูฮยอนรีบมาตะครุบตัวซองมินออกจากอ้อมกอดฮยอกแจแทบไม่ทัน

“เฮ้ยๆๆ ซองมินอ่ะคบกันฉันนะเว้ย เดี๋ยะๆ”

“ฮ่าๆ ฉันก็คบทุกคนเลยไง นาย ซองมิน คิบอม ทงเฮ แล้วก็ซีวอนด้วย ฮ่าๆๆ” ฮยอกแจตอบพร้อมกับหัวเราะเสียงใส

“อะไร ของมันวะ เพื่อนกันหรอกหรอ ลุ้นตั้งนาน” ฮีชอลเอ่ยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ พร้อมกะส่งมะเหงกไปให้เจ้าตัวดีที่ยียวนนานเกินความอดทนเจ้าแม่ไปแล้ว

“โอ้ ยย เจ็บนะพี่ฮีชอล เขกทุกวัน” ฮยอกแจลูบศีรษะกลมป้อยๆ ก่อนจะวิ่งไปหลบหลังอีทึกโดยมีสายตาอาฆาตจากคังอินส่งมาให้ไม่วางตา(แค้น เก่ายังไม่ได้ชำระ)

“ใครใช้ให้กวนประสาท ก็รู้อยู่ว่าความอดทนฉันมันมีขีดจำกัด ตกลงแกสองคนเป็นอะไรกัน” ฮีชอลเท้าเอวแว๊ดเข้าให้

“ก็..” ฮยอกแจทำท่านึก “ไม่รู้สิพี่ เป็นอะไรกันดีล่ะ”



จบเนอะ...









ยังหรอก ฮ่าๆๆ..

.
.
.

........RRRRRRRR........

“ฮัลโหล”

[นอนรึยัง]

“ยัง”

[ทำอะไรอยู่]

“เขียนแบบอ่ะ โครงการใหม่จะเปิดแล้ว”

[อืม ปั๊มเงินเข้านะ จะได้บินมาหาฉัน]

“ฝันไปเถอะ นายนั่นแหละ ปั๊มเงินเยอะๆแล้วบอกพ่อว่าจะมาโดนรถชนอีกรอบ ดีมั้ย ฮ่าๆๆๆ”

[ฮ่าๆๆ ไม่ต้องลงทุนขนาดนั้นหรอก ว่าจะขอพ่อ กลับไปเปิดสาขาที่เกาหลี]

“จริงหรอ”

[อืม คุยกันไว้นานแล้ว อยากกลับไปอยู่เกาหลี]

“จะมาหาใครล่ะ”

[ว่าจะไปหาเมียสักคน]

“หาเผื่อด้วยดิ”

[นายอยู่โน่น ต้องหาไว้ให้ฉันสิ]

“คงไม่ได้หรอก นายหน้าตาไม่ดี ผู้หญิงที่ไหนเขาจะชอบ”

[งั้นก็หาผู้ชายสิ]

“ขอบใจนะ”

[ล้อเล่นก็ไม่ได้]

“ไม่ได้ว่างขนาดนั้น”

[งั้นพูดจริงๆแล้ว]

“ว่ามา”

[อาทิตย์หน้าจะกลับไป]

“อืม บอกเวลาแน่นอนมาแล้วกัน จะได้ไปรับถูก”

[แล้วไปเยี่ยมแม่ด้วยกันนะ อาทิตย์หน้า ครบรอบวันที่ท่านเป็นอิสระ]

“อืม.. ไปสิ ครบปีแล้วหรอ เร็วเนอะ”

[อืม.. ครบปีแล้ว ไวเป็นบ้า]

“เรารู้จักกันมาปีนึงแล้วหรอเนี่ย ไปฉลองครบรอบแต่งงานดีมั้ย ฮ่าๆๆ”

[พูดแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนพวกนั้นล้ออีกหรอก]

“ชินแล้ว นี่ก็ถามทุกวัน ว่าฉันเป็นอะไรกับนาย”

[แล้วนายตอบว่าไง]

“ก็ตอบว่า ‘ไม่รู้’ อ่ะดิ โดนพี่ฮีชอลเขกหัวทุกวัน”

[ฮ่าๆๆ นั่นก็ควรจะชินได้แล้ว]

“ขอบใจนะ แล้วตกลงเราเป็นอะไรกัน”

[นั่นสิ เราเป็นอะไรกันนะ]

.
.
.

Never Ending




Heelumos’s Talk : นั่นสิเนอะ แล้วสองคนนี้เป็นอะไรกัน?? เป็นอะไรกันดีน้า.. อิอิอิ
จบ แล้วนะคะ มีสเปออกมาแล้ว ขอโทษด้วยที่มาต่อช้ามากกกกก คือว่าไม่มีข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้นค่ะ ขออภัยแต่โดยดี ชื่อเรื่องไม่ได้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่องเลยว่ามั้ย โฮะๆๆ ตั้งเรียกเรตติ้งไปอย่างนั้น ความจริงคืออยากให้สอดคล้องกับตอนแรกมากกว่าน่ะ ชื่อเรื่องมาก่อนมีเนื่องเรื่องอีกนะ เอิ๊กๆๆๆ
อยากจบให้ดีกว่านี้ ตอนแรกอยากให้ลงเอยกันที่คนรัก
แต่ว่า แต่งๆไป อยู่ๆเรื่องก็ไหลมาเป็นแบบนี้ซะงั้น เลยจบแบบนี้ดีกว่า เนอะ (มันดีกว่าจริงๆน่ะหรอ งุงิ)
หวังว่าคงไม่ผิดหวังกันเนอะ
Happy New Year 2010 นะคะ (ย้อนหลังไปหน่อย แหะๆ)